คลังโชว์เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจติดทุกตัว
คลังแจง 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ การส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ทำงานได้ดีขึ้นทุกตัว
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้วาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกผันผวน และการระบาดของไวรัสโคโรนา แต่รัฐบาลได้ดูแลเศรษฐกิจภายในอย่างใกล้ชิด และออกมาตรการทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาทำงานดีขึ้นเป็นปกติทุกเครื่องยนต์
1. เครื่องยนต์ด้านการส่งออกล่าสุดในเดือน ธ.ค. 2562 เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกในเดือน ธ.ค. 2562 หดตัวชะลอลงมาอยู่ที่ -1.3% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัวสูงที่ -7.3% ต่อปี หรือคิดเป็นการขยายตัวหลังปรับฤดูกาลที่ 3.9% ต่อเดือน
นอกจากนั้นเมื่อหักทองคำและสินค้าที่เกียวข้องกับน้ำมันพบว่า มูลค่าการส่งออกในเดือน ธ.ค. 2562 กลับมาขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี โดยสินค้าที่ขยายตัวสูงได้แก่หมวดอุตสาหกรรมเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ 9.1% และ 6.0% ต่อปี ตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงทิศทางการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2563 ที่ดีขึ้น
ประกอบกับการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน มีความคืบหน้าเป็นอย่างดี โดยล่าสุดได้มีการลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกแล้ว เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 63 ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสนับสนุนภาคการส่งออกของไทยในปี 2563
2. เครื่องยนต์ภาคการท่องเที่ยวของไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน และเมื่ออ้างอิงจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวจีนในเดือน ม.ค.-เม.ย.2563 โดยสำนักงาน ททท. ในจีน 5 แห่ง ประเมินว่ากระทบรายได้จากการท่องเที่ยว 95,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีรัฐบาลได้ก็ได้ออกมาตรการด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่แล้ว อาทิ มาตรการ VOA หรือ Visa On Arrival และการนำระบบเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวผ่าน Mobile Application ที่แรกของโลก หรือที่เรียกว่า Thailand VRT
นอกจากนั้นในปี 2563 ก็ยังมีการจัด Event ใหญ่ ๆ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ อย่างการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือศึกโมโตจีพี 2020 สนาม 2 ซึ่งในปีที่ผ่านมีจำนวนยอดผู้เข้าชมรวมทั้งสิ้นถึง 226,655 คน ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงการคลังก็ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยจะได้มีมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้กระทรวงการคลังประเมินว่า กรณีสถานการณ์การระบาดของโรคไม่ยืดเยื้อ กล่าวคือ สถานการณ์คลี่คลายภายใน 4 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยรวมจะค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งปี 2563 สามารถขยายตัวได้
3. เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน สะท้อนได้จาก ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ (ณ ราคาคงที่) ในเดือน ธ.ค. 2562 ที่ขยายตัว 4.9% ต่อปี ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ 3.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงค์จากมาตรการชิมช้อปใช้ที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการในวันที่ 27 ก.ย. 2562 ถึง วันที่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา
ขณะที่เมื่อพิจารณารายได้เกษตรกรที่แท้จริงพบว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือน ธ.ค. 2562 ขยายตัวที่ 1.5% ต่อปี หมวดที่ขยายตัวสูงได้แก่ หมวดไม้ผล หมวดประมง และปาล์มน้ำมัน สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนล่าสุดพบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ค่อนข้างทรงตัว จากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 พบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เคยแตะระดับสูงสุดที่ 81.2% เมื่อปี 2558 และค่อย ๆ ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 3 ปี 2562 อยู่ที่ 13.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 79.1% ต่อ GDP โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน เช่น ที่อยู่อาศัย และรถยนต์ จึงมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งหากมองว่าหนี้เหล่านี้เป็นไปเพื่อการสะสมความมั่งคั่งในรูปสินทรัพย์และเพื่อการลงทุนทำธุรกิจหารายได้แล้ว ก็จะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางทรัพย์สินและรายได้ของครัวเรือนด้วย
4. เครื่องยนค์ด้านการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เกิดจากกรณีข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกและการผลิตสินค้า ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 เห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศและสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรได้ร้อยละ 250 หรือ 2.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง
2) มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ซึ่งปัจจุบันเครื่องจักรส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่แล้ว มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าในครั้งนี้จะยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรส่วนที่เหลืออีก 146 รายการ โดยของที่ได้รับยกเว้นอากรต้องเป็นของที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
3) มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ หรือซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ปีที่ 1 - 2 ร้อยละ 2 และปีที่ 3 - 5 ร้อยละ 4 วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563


