"ซาบีน่า"ไม่กระทบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 325 บาท เป็น 331 บาท

วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 19:20 น.
"ซาบีน่า"ไม่กระทบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 325 บาท เป็น 331 บาท
เดินหน้ารักษาฐานลูกค้าส่งออก-รับจ้างผลิต ไม่หวั่นเงินบาทแข็งค่า แจงได้ประโยชน์จากคู่ค้าต่างชาติ

นายบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า (SABINA)ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ “ซาบีน่า”เปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดยปรับขึ้นอีก 5-6 บาทต่อวัน หรือคิดเป็น 1.85% จากวันละ 325 บาทเป็น 331 บาท

"การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบกับต้นทุนของบริษัทฯ เนื่องจากที่ผ่านมาได้เตรียมรับมือกับการปรับขึ้นค่าแรง โดยเน้นดูแลควบคุมต้นทุนในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ ทำให้การผลิตสินค้ามีประสิทธิภาพขึ้น รวมถึงการรุกการขายในช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ต้นทุนบริหารจัดการเรื่องหน้าร้านและพนักงานขายลดลง" นายบุญชัย กล่าว

ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าแรงเฉลี่ย 1.85% อาจจะถือว่าเป็นปัจจัยบวกกับซาบีน่าด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทตั้งสมมติฐานว่าค่าแรงจะปรับขึ้นมากกว่านี้ แต่การปรับขึ้นครั้งนี้น้อยกว่าที่คาดไว้ เท่ากับว่า ซาบีน่าจะได้รับผลกระทบน้อยลงหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย ซึ่งทำให้บริษัทอาจจะต้องปรับประมาณการผลการดำเนินงานใหม่อีกครั้งในทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจัยดังกล่าว

นายบุญชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารักษาฐานลูกค้าต่างประเทศ ผ่านช่องทางจำหน่าย 2 ช่องทางหลักที่สำคัญต่อไป ได้แก่ ช่องทางการส่งออก แบรนด์ซาบีน่าในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) และช่องทางรับผลิต (OEM) ให้กับลูกค้าในประเทศแถบยุโรป โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้การส่งออกจาก 3% ของยอดขายรวม เป็น 5% ขณะที่สัดส่วนรายได้ OEM จะยังคงอยู่ที่ 8% เท่าเดิม

ทั้งนี้ การทำตลาดในต่างประเทศผ่าน 2 ช่องทางดังกล่าว บริษัทฯ ไม่ได้ใช้นโยบายเชิงรุกโดยเฉพาะในส่วนของ OEM แต่จะใช้วิธีรักษาฐานลูกค้าและรักษาตลาดไว้ แม้ได้รับผลกระทบในแง่ของรายได้ที่ลดลงเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ก็เป็นผลกระทบที่ไม่มาก เพราะสัดส่วนรายได้จาก 2 ช่องทางนี้ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับอีก 2 ช่องทางหลัก คือ การขายผ่านช่องทางรีเทล ผ่านเคาน์เตอร์และซาบีน่า ช้อป และการขายผ่านช่องทางออนไลน์

ขณะเดียวกัน การรักษาฐานลูกค้าในต่างประเทศยังเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทฯ ในแง่ของการขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ส่วนการรับผลิตหรือ OEM ทำให้เรารู้ไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าในยุโรปซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นโลก ทำให้เราสามารถอัพเดทเทรนด์ใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น นอกจากนี้ ตลาดต่างประเทศยังช่วยบาลานซ์โครงสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้อีกทางหนึ่งด้วย