แบงก์กรุงศรีคาดค่าบาทยังแข็งกว่าคู่แข่ง

วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 12:03 น.
แบงก์กรุงศรีคาดค่าบาทยังแข็งกว่าคู่แข่ง
กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 30.10-30.40 จับตากระแสเงินทุนหลังมีแรงขายหุ้นไทย

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.10-30.40 ต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 30.22 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 9.2 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 7.7 พันล้านบาท โดยต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยต่อเนื่อง แม้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสดใสมากขึ้นหลังสหรัฐฯกับจีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกและการชนะการเลือกตั้งของพรรคอนุรักษ์นิยมในสหราชอาณาจักรช่วยลดความไน่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทาง Brexit ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงดอกเบี้ยตามคาดและส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคตอันใกล้

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า หลังสหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าขั้นแรก จะส่งผลให้สหรัฐฯ ปรับลดภาษีศุลกากรลง ขณะที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นโดยคาดว่าจะมีการลงนามในช่วงต้นเดือนม.ค. 2563

นอกจากนี้ สหรัฐฯได้ระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่เคยมีแผนจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค.อย่างไรก็ตาม ทางการจีนไม่ได้ระบุว่าจะซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯมูลค่าเท่าใด ภาวะเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงก่อนเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสซึ่งสภาพคล่องการซื้อขายจะบางลง ส่วนเงินปอนด์มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างจำกัดเช่นกันโดยตลาดจะจับตาทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยหลังนายกรัฐมนตรีจอห์นสันประสบความสำเร็จอย่างมากในการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ คาดว่าการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะมีมติคงนโยบายดอกเบี้ยตามเดิม

สำหรับปัจจัยในประเทศ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 18 ธ.ค.เพื่อรอประเมินผลของการผ่อนคลายนโยบายในช่วงที่ผ่านมาขณะที่ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ หลายแห่งเริ่มตรึงดอกเบี้ยและสถานการณ์ข้อพิพาททางการค้าลดความรุนแรงลงบ้างแล้ว โดยตลาดจะจับตาการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ, การปรับลดประมาณการจีดีพี รวมถึงท่าทีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ในระยะถัดไปหลังทางการส่งสัญญาณแสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศคู่แข่งและคู่ค้ารวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย