รัฐบาลยกธงขาวเศรษฐกิจปีหมูเขี้ยวลากดิน

วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 18:32 น.
รัฐบาลยกธงขาวเศรษฐกิจปีหมูเขี้ยวลากดิน
เศรษฐกิจปีหมู แต่ไม่หมูอย่างที่รัฐบาลคิด ออกมาตรการมาเท่าไรก็ฉุดเศรษฐกิจทรุดไม่อยู่ การที่เศรษฐกิจไม่ถึง 3% ว่าสาหัสแล้ว หากจบปีไม่ถึง 2.5% ก็ต้องถือว่าอาการโคม่า

....................................

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เศรษฐกิจปีนี้หรือปีหน้าหน้าเผาจริง ไม่มีใครรู้ เพราะถึงเวลานี้เศรษฐกิจทั้งปีหมูที่กำลังจะผ่านไป และปีหนูที่กำลังจะเริ่มต้นนั้น อาการแย่ พอๆ กัน

เมื่อดูจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจของ 3 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ จะเห็นว่าเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าหนักหนาสาหัสทั้งคู่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 2.5% จากเดิม 2.8% ปีหน้าให้ขยายตัว 2.7% ห่วงการเมืองทำงบ 2563 สะดุดฉุดใช้ไม่ทันไตรมาสแรกปี 2563 จะฉุดให้เศรษฐกิจดิ่งต่ำถึง 2.5% โดยการส่งออกยังเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจปันี้และปีหน้า โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบ 2.5% ปีหน้าดีขึ้นแต่ก็ยังติดลบ 1%

ด้านทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีวิกฤตแต่อยู่ในภาวะมืดมน เพราะไม่มีตัวช่วยอะไร จึงปรับการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปี 2562 เหลือ 2.4% และปีหน้าขยายตัว 2.5% จากเดิมคิดว่าจะโตได้ 3.5% สาเหตุเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจนอกประเทศ จากสงครามการค้า กระทบการส่งออกของไทยรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบ 2.5% และปีหน้าจะโตได้ 1.5%

ทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะมีแนวโน้มโตไปในทางต่ำมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจึงมีความเปาะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศมีความเชื่อมั่นตกลงเรื่อยๆ นักลงทุน ผู้ประกอบการชะลอการลงทุร ทำให้การจ้างงานลดลง กระทบการบริโภค เป็นผบกระทบลูกโซ่ที่เศรษฐกิจวิ่งออกจากวงจรเศรษฐกิจขาลงไม่ได้

ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2562 จาก 2.8% เหลือ 2.5% โดยปีหน้ายังคาดว่าขยายตัวได้ 2.8% ซึ่งเหตุผลมาจากการส่งออกปีนี้ขยายตัวติดลบ 2.5% และปีหน้าจะกลับมาขยายตัวได้เป็นบวกเล็กน้อย

การหั่นเศรษฐกิจไทยของภาคเอกชนลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นอาฟเตอร์ช็อก หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2562 จาก 2.8% เหลือ 2.6% เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 3/2562 ขยายตัวได้ 2.4% และคาดเศรษฐกิจปี 2563 จะขยายตัวได้ 2.7-3.7%

สิ่งที่ต้องลุ้นต่อไปจากนี้ คือการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากเดิมที่ก่อนนี้คาดว่าปีนี้จะโต 2.8% และปีหน้าจะโต 3.3% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้่ยนโยบายจาก 1.50% เป็น 1.25% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำให้ต้อลุ้นระทึกว่า ธปท. จะปรับลดเศรษฐกิจปีนี้โตมากกว่า 2.5% หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดปีหน้าจะให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่า 3% หรือไม่ เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่นำหน้าฟันธงไปก่อนแล้วว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังเดี้ยงขยายตัวไม่ถึง 3%

จากการประมาณการเศรษฐกิจทั้งของภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐอย่าง สศช. และองค์กรอิสระอย่าง ธปท. ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่หมูจริงๆ เพราะเมื่อเทียบกับการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2561 ที่ขยายตัวได้ 4.1% ก็ต้องถือว่าเศรษฐกิจปีหมูอมโรค ที่รัฐบาลแก้ไม่ตกรักษาไม่ได้

หากย้อนไปต้นปี 2562 ไม่มีใครคิดว่า เศรษฐกิจปีหมูจะอาการโคม่าขนาดนี้ เพราะตอนนั้นยังมอว่าเศรษฐกิจไทยยัขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าปี 2561 การส่งออกมีการคาดว่าจะขยายตัวได้ 5-8% ด้านการลงทุนรัฐบาบก็โหมโรงว่าเป็นปีแห่งการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชน

แต่ข้อมูลเป็นจริงวันนี้ ไม่มีใครไม่ยอมรับเศรษฐกิจไทยทรุดหนัก เพราะการส่งออก ที่ตอนนี้ดิ่งลงก้นเหวขยายตัวตัดลบ 2-2.5% จากพิษสงครามการค้าที่ยังไม่สัญาณจะจบ และการแข็งค่าของเงินบาทไทยที่ยังไม่มีแววจะอ่อนค่าลง

ส่วนปีแห่งการลงทุน ก็ต้องบอกว่าคาดการณ์ผิด เพราะการเบิกจ่ายล่า ทั้งงบปี 2562 ส่วนงบประมาณปี 2563 ที่ควรเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา ตอนนี้ยังต้องนั่งลุ้นกันหายใจไม่ทั่วท้องว่า จะผ่านการพิจารณาจากสภาและเริ่มใช้ได้ในไตรมาสแรกของปี 2563 หรือไม่

ด้านการบริโภคภาคเอกชน เครื่องยนต์เดียวที่รัฐบาลพยายามออกมาตรการกระตุ้นต่างๆ นานา แต่ช่วยไม่ได้มาก ใส่เงินเข้าไปกี่หมื่นล้านบาทก็จมหายไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบอย่างที่รัฐบาลฝันไว้ ทั้งเงินจากโครงการประกันรายได้ เงินจากช่วยเหลือผู้ลงทะเบียนคนจน หรือเงินจากมาตรการชิมช้อปใช้ ที่ผลออกมาไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะหากมาตรการได้ผลเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ชะลอทรุดลงจนหาทางขึ้นไม่เจออย่างที่เป็นอยู่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลได้แต่ทำใจยอมรับเศรษฐกิจไทยปีหมูเขี้ยวตัน ที่ทรุดเอาไม่อยู่ดึงไม่ขึ้น จนต้องยอมยกธงขาวไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในช่วงโค้งท้ายของปี จะเหลือก็แต่ของขวัญปีใหม่เป็นการปลอบใจปลอบขวัญเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

การที่รัฐบาลไม่สามารถฉุดเศรษฐกิจทรุดปีหมูให้ขึ้นมาได้ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไปไม่น้อย และยังผวาว่ารัฐบาลจะบริหารเศรษฐกิจปีหน้า ซึ่งเป็นปีหนูไฟเขี้ยวเล็กเขี้ยวคมได้อย่างไร เพราะปีหน้าความเสี่ยงมากกว่าปีนี้ แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยังเป็นทีมเดิม การทำงานไร้เอกภาพเหมือนเดิม มาตรการที่ออกมายังเป็นกระสุนด้านเหมือนเดิม

ทั้งหมดจึงไม่ต้องแปลกใจที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจเอกชนใหญ่จึงเทใจพร้อมกันฟันธงเศรษฐกิจปีหน้าโตไม่ถึง 3% อย่างเก่งโตได้มากกว่าปีนี้เล็กน้อย แต่หากการเมืองในส่วนของการบริหารเศรษฐกิจยังไปคนละทิศละทางเหมือนปีนี้ เศรษฐกิจปีหน้าก็เสี่ยงสูงที่โตได้น้อยกว่าปีนี้

สภาพความเสี่ยงทางเศรษฐกิจดังกล่าว จะให้คำนิยามว่าเศรษฐกิจปีนี้หรือปีหน้าเผาจริงไม่ต้องรอนานก็ได้รู้กัน