"รมว.คลัง" ทำใจจีดีพีปีนี้วืดเป้าหมาย

วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 15:54 น.
"รมว.คลัง" ทำใจจีดีพีปีนี้วืดเป้าหมาย
"อุตตม" รับเศรษฐกิจทรุด ชิมช้อปใช้ดับ ด้าน "สุริยะ" ชนแบงก์ชาติ ปล่อยบาทแข็งทำอุตสาหกรรมรถยนต์ขาดทุนปิดโรงงาน

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า การประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2562 ของ สศช. ที่ระบุว่าไตรมาส 3 ขยายตัวที่ 2.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 2.3% ถือว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกขยายตัวลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการมาตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป้าหมายจีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้ตามระดับที่ สศช. ประเมิน ที่ 2.6% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 2.8%

"ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มก็ยังมีเวลา เหลืออีก 1 เดือนครึ่ง เพื่อดำเนินการไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 2.6% ตามที่ สศช. กังวลว่าหากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ เพิ่มอีกจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามกว่าที่ประเมินไว้" นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวอีกว่า ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เร่งรัดเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปได้ตามแผน ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในไตรมาส 4/2562 เข้ามาเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ตรงนี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับความกังวลของภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดโรงงานในช่วงที่ผ่านมานั้น ตามข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีการเปิดโรงงานมากกว่าการปิด ถึงแม้จะมีการลดกำลังการผลิตลง แต่เม็ดเงินลงทุนของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูงถึง 4.3 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของช่วงที่ผ่านมา 36.3% ปัจจัยนี้จะเป็นอีกตัวช่วยในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

ขณะที่การบริโภค พบว่า ยังอยู่ในระดับทรงตัว โดยหากดูจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในประเทศยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ ระยะที่ 3 หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนพบว่าไม่ได้รับความนิยมเหมือนระยะก่อนหน้า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะมาตรการในระยะที่ 3 เป็นการขยายผล และต่อยอด จึงอยากให้มองในภาพรวมของมาตรการชิมช้อปใช้ทั้งหมดทุกระยะ ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังติดตามและประเมินอยู่

รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการหารือเพื่อติดตามเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ได้มีการพูดคุยถึงกรอบการทำงานเพื่อดูแลเศรษฐกิจ โดยนโยบายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เป็นหน้าที่ของ ธปท. จะตัดสินใจ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การปิดโรงงานอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท จากระดับ 33 บาท มาเป็น 30 บาท หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 10% ซึ่งมองว่า ธปท. จำเป็นต้องดูแลเรื่องค่าเงินบาทมากกว่านี้ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์กลับมาเติบโตได้เป็นปกติเหมือนที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ขายในประเทศขายต่ำกว่าทุน แต่ค่าเงินบาทที่ผ่านมาไม่ได้แข็งค่ามากนัก ทำให้การส่งออกรถยนต์ยังมีกำไร ผู้ประกอบการสามารถนำรายได้จากการส่งออกมาชดเชยในประเทศ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น การส่งออกรถยนต์ก็ขาดทุน การขายในประเทศก็ไม่ได้กำไร ส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์เกิดปัญหา จนต้องลดการผลิต ลดการจ้างงานลง

ทั้งนี้ ภายในเดือนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งลงพื้นที่เพื่อหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ถึงความต้องการในการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง เพราะเสียงสะท้อนของภาคเอกชนสำคัญมาก จะทำให้รัฐบาลสามารถออกการช่วยเหลือได้ตรงจุด และอุตสาหกรรมฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

"แม้ว่าที่ผ่านมา ธปท. จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย และออกมาตรการเพื่อดูแลเรื่องเงินทุนไหลออก เพื่อทำให้เงินบาทแข็งค่าน้อยลง แต่มองว่า ธปท. ยังสามารถทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยเหลือกัน ธปท.ต้องทำมากกว่าที่ทำในปัจจุบัน" นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดขึ้นตอนการขออนุญาตเปิดโรงงานใหม่ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น มีการประสานกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการพิจารณาสถานการณ์ หากมีความจำเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมก็พร้อมจะออกมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม