"ดีโอดี ไบโอเทค"ขานรับโค้งสุดท้ายไปได้สวย

วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 15:22 น.
"ดีโอดี ไบโอเทค"ขานรับโค้งสุดท้ายไปได้สวย
คว้าออเดอร์ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ชู “อัลทิมา ไลฟ์ "กระแสตอบรับดี  ส่วนงวด 9 เดือน กำไร 73.30 ล้านบาท วูบ 75.24 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน

นายธนา รังสิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค (DOD)ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ในรูปแบบการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ที่ให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากลเปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 4/62 มีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อ หรือออเดอร์ ผลิตสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะจากบริษัท อัลทิมา ไลฟ์ (DODถือหุ้น 80%) ดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ที่เน้นสารสกัดจากธรรมชาติทั้งหมด อาทิ One Whey (เวย์โปรตีน) , Levarean (เลวารีน ), Prepo Fiber and Detox (เพรโป), Callox (แคลล็อกซ์), Zinegra (ซิเนกร้า) ,DOD H.Coffee(ดีโอดี เอช. คอฟฟี่) และ R3verse Vine (อาร์3เวิสวายน์) โดยล่าสุด DOD มีออเดอร์ใหม่ เข้ามาแล้วมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภค ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลรูปร่างและผิวพรรณ,ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ

ล่าสุด DOD มีออเดอร์ใหม่ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่รอการส่งมอบในช่วงไตรมาส4/62 คิดเป็นมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ขณะที่ อัลทิมา ไลฟ์ ตั้งเป้ายอดขายตรง ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ที่ 150 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถขยายฐานกลุ่มสมาชิกเป็นตัวแทนขายภายในสิ้นปีนี้แตะจำนวน 35,000 ราย จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 21,000 ราย ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านน.ส.สุวารินทร์ ก้อนทอง ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารทั่วไป กล่าวถึงผลการดำเนินงานงวดไตรมาส3/62 ว่า บริษัทฯมีรายได้รวม 219.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 62.58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 39.76% เนื่องจากบริษัทฯรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 24.73 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจเครือข่าย 44.72 ล้านบาท

ขณะที่มีกำไรสุทธิ 15.14 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 79.20 % ส่วนงวด 9 เดือนมีรายได้รวม 471.49 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 22.23 % และมีกำไรสุทธิ 73.30 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 75.24 % สาเหตุที่กำไรสุทธิลดลงเนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจเครือข่าย เช่น ค่าโฆษณา ค่าส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแบบครั้งเดียว จำนวน 11.91 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ไม่ได้เป็นไปตามที่บริษัทฯคาดไว้ แต่บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบครบวงจร เพื่อให้สอดรับกับแนวทางพัฒนาการให้บริการในรูปแบบครบวงคร เพื่อสร้างอัตราการเติบโตทาง ธุรกิจในอนาคต

ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารทั่วไป ยังได้กล่าวอีกว่า บริษัทฯได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงความจำนงผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯครั้งที่ 1 (DOD-W1) กำหนดวันใช้สิทธิครั้งแรกในวันที่ 29 พ.ย. 2562 โดยระยะเวลาแสดงความจำนงในการใช้สิทธิภายใน 5 วันทำการก่อนวันใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 22 – 28 พฤศจิกายน 2562 โดยอัตราการใช้สิทธิ DOD-W1 ในอัตรา 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น กำหนดราคาใช้สิทธิเท่ากับ 15.75 บาทต่อหุ้น (เว้นแต่จะมีการปรับราคา ใช้สิทธิตามเงื่อนไขการปรับสิทธิ)