เจ.พี. มอร์แกน เผยศก.โลกทรุดเสี่ยงสูงภาคธุรกิจ

วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 16:08 น.
เจ.พี. มอร์แกน เผยศก.โลกทรุดเสี่ยงสูงภาคธุรกิจ
เจ.พี. มอร์แกน เผยเศรษฐกิจโลกทรุด เป็นความเสี่ยงสูงภาคธุรกิจในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า

เกือบหนึ่งในสาม (30%) ของผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 150 รายจาก 130 บริษัทระดับโลกจัดอันดับให้แนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจโลกเป็นความเสี่ยงสูงสุด ตามด้วย 27% ที่แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากภาษีนำเข้าทั่วโลก และ 24% ที่มองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวลงเป็นความเสี่ยงสูงสุด ส่วนความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (10%) และผลกระทบจาก Brexit (9%) ตามมาเป็น 2 อันดับท้ายสุด

ในด้านการรับมือกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) ของธุรกิจ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 34% กล่าวว่ากำลังมองที่การกำหนดราคาใหม่กับคู่ค้าผู้ผลิตและจัดหาสินค้าให้กับองค์กร ในขณะที่ 32% ตอบว่ากำลังมองหาคู่ค้าผู้ผลิตและจัดหาสินค้าให้กับองค์กรรายใหม่ และ 15% ตอบว่ากำลังย้ายการผลิตจากประเทศจีนไปยังประเทศอื่น

นายโอลิเวอร์ บริงค์แมนน์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของ เจ.พี. มอร์แกน เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคเป็นประเด็นหลักสำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และเจ้าหน้าที่บริหารทรัพย์สินชั้นนำของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจระดับโลก เจ.พี. มอร์แกนไม่ได้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่มองว่าการเติบโตจะชะลอลงในหลายไตรมาสข้างหน้าและคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 2.7% ในปี 2562 และลดต่ำลงมาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2563 เรายังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศก็ยังมีผลกระทบต่อความมั่นใจอยู่

ม.ล. ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์เจ.พี. มอร์แกน ประเทศไทย กล่าวว่า เช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ตัวเลขการส่งออกของประเทศที่แย่ลงเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นถึงวัฏจักรการลงทุนที่ชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนยังได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าทุนหลังจากที่ทรงตัวในระดับที่ดีในช่วงต้นของปีนี้ เราคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ หลังจากคงดอกเบี้ยไว้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ.พี. มอร์แกนคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตด้วยอัตราที่ชะลอลงที่ 2.9% ในปี 2562 (จาก 4.1% ในปี 2561) และจะเติบโตที่ 3% ในปี 2563

สำหรับการเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมด้านการเงินและการคลังนั้นประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และเจ้าหน้าที่บริหารทรัพย์สินชี้ว่าความท้าทาย 3 อันดับแรกที่พวกเขาต้องเผชิญในการรองรับอนาคตสำหรับองค์กร ได้แก่ กระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพ (25%) การขาดแคลนเทคโนโลยี (25%) และการขาดแคลนทรัพยากร (24%)

ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งจะมีบทบาทที่สำคัญที่สุดในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินแบบดั้งเดิม ตามด้วยบล็อกเชน (28%) คริปโตเคอเรนซี (15%) และควอนตัมคอมพิวเตอร์ (7%)

“ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินต้องการจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ขณะที่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถในการส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญและวางการดำเนินการในอนาคตแบบเรียลไทม์ ทั้งยังเป็นประโยชน์สำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และเจ้าหน้าที่บริหารทรัพย์สินในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านสภาพคล่อง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิผลและป้องกันการฉ้อโกง” นายบริงค์แมนน์ กล่าว

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่พร้อมนำอีคอมเมิร์ซมาใช้ในธุรกิจ โดย 45% ระบุว่ามีกลยุทธ์ด้านอีคอมเมิร์ซพร้อมใช้ปฏิบัติการ และร้อยละ 21 กล่าวว่ายังอยู่ในช่วงการวางแผน นอกจากนี้ยังกล่าวว่าช่องทางการรับเงินที่หลากหลาย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพิสูจน์ยอดเงินที่ไหลเข้า และการดำเนินการขอคืนเงินและข้อพิพาทกับลูกค้าล้วนเป็นความท้าทายสำคัญในการจัดการธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ

“ไม่แปลกเลยที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งเป็นร้อยละ 70 ภายในปี 2565 การโยกย้ายกิจกรรมการค้าไปสู่แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ เจ.พี. มอร์แกนอยู่ในสถานะที่ดีที่จะช่วยเหลือลูกค้าของเราในการดำเนินธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มระดับโลกและความสามารถระดับภูมิภาคและท้องถิ่นในการชำระเงินของเรา” นายบริงค์แมนน์กล่าว

การประชุมประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และเจ้าหน้าที่บริหารทรัพย์สินประจำปีครั้งที่ 6 ของเจ.พี. มอร์แกน (JP Morgan Asia Pacific CFO และ Treasurers Forum) เกิดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้เป็นครั้งที่สองในรอบ 3 ปี โดยมีผู้ปฏิบัติงานชั้นนำจากตลาดเอเชียแปซิฟิก 12 แห่ง เข้าร่วมงาน ซึ่งนับเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าตลาดรวมกันเกินกว่า 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต