"เอส โฮเทล"เข้าตลาดหุ้น ดัน"สิงห์ เอสเตท"เป็นบริษัทระดับโลก

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

"เอส โฮเทล"เข้าตลาดหุ้น ดัน"สิงห์ เอสเตท"เป็นบริษัทระดับโลก

เอส โฮเทล ระดมทุนกว่า 7 พันล้าน ขยายธุรกิจโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อก้าวเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ

บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท หรือ ‘SHR’ บริษัทในเครือ สิงห์ เอสเตท ที่เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจโรงแรม และมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ลงทุนโรงแรมและบริหารรีสอร์ทระดับพรีเมี่ยร์ ประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,437.46 ล้านหุ้น กำหนดช่วงราคาเสนอขาย 5.10 –5.50 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท

ทั้งนี้ เตรียมเปิดขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2562 สำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2562 โดย SHR ตั้งเป้าระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจโรงแรม มุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company) รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กล่าวว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนไอพีโอจะถูกนำไปใช้ในการขยายธุรกิจโรงแรมและลงทุนในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเงินที่ระดมทุนมานั้น จะนำไปชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับกิจการทั่วไป ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงการและค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง

ขณะที่ นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท กล่าวว่า การนำ SHR ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ สิงห์ เอสเตท และตอกย้ำเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ในปี 2563 ได้อย่างสมบูรณ์ โดยสิงห์ เอสเตท ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย

“หลังจากการทำไอพีโอแล้ว SHR ยังคงสถานะเป็นบริษัทย่อยของ สิงห์ เอสเตท เช่นเดิม โดยสิงห์ เอสเตท จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และถือหุ้น 58.8% ใน SHR” นายนริศ กล่าว

SHR ถือเป็นธุรกิจที่สามของ สิงห์ เอสเตท ที่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากธุรกิจที่พักอาศัย ที่ได้นำบริษัท เนอวานา ไดอิ เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแรก ตามด้วยกองทรัสต์ SPRIME สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา

"ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2560 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน โดยภูมิภาค" นายนริศ กล่าว 

นาย เดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เปิดเผยว่า SHR เป็นบริษัทเพื่อการลงทุน (โฮลดิ้ง) ที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury) ที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลก ปัจจุบัน SHR มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ทจำนวน 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร

ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการเติบโตทั้งในรูปแบบของการเติบโตบนทรัพย์สินของตัวเอง (Organic Growth) และในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth)

SHR มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการลงทุนธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการพักผ่อนและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ บนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันทรัพย์สินของ SHR สามารถแบ่งได้ ดังนี้

1. โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเอง ได้แก่ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรม สันติบุรี เกาะสมุย ในประเทศไทย

2. โรงแรม Outrigger 6 แห่งใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ และสาธารณรัฐมอริเชียส ที่ SHR บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม หรือ Hotel Management Agreement ภายใต้แบรนด์ Outrigger

3. โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ที่ SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลก ได้แก่ แบรนด์ Mercure และ Holiday Inn ซึ่ง SHR มีสัดส่วนเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าวร้อยละ 50

4. โครงการ CROSSROADS เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในโครงการ CROSSROADS ตั้งอยู่ ณ Emboodhoo Lagoon ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยปัจจุบันโครงการ CROSSROADS เฟส 1 ได้เปิดให้บริการแล้ว ประกอบด้วยโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และHard Rock Hotel Maldives ซึ่ง SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิง ภายใต้โครงการ The Marina@CROSSROADS และยังมีเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2559-2561 มีรายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 63.1% ต่อปี โดยมีรายได้รวม เท่ากับ 968.0 ล้านบาท 1,074.0 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ

งวดครึ่งปีแรกของปี 2562 มีรายได้ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144.8 % จากงวดเดียวกันปีก่อน กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยและภาษี ไม่นับรวมรายการพิเศษ (อีบิตดา) ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 58.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

โดยในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 อีบิตดา ตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 348.9 ล้านบาท 514.3 ล้านบาท และ 877.4 ล้านบาท ตามลำดับ

ครึ่งปีแรกของปี 2562 มีอีบิตดา เท่ากับ 461.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.5% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้และอีบิตดาของ SHR ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการบริการงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งรายได้จากการซื้อโรงแรม Outrigger 6 แห่ง

นายเดิร์ก กล่าวว่า SHR เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีการเติบโตอย่างสูง ในการลงทุนและบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าสนใจ เราเน้นการทดลองและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครและตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างมากที่สุด อีกทั้งยังสร้างมูลค่าให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราทุกฝ่าย ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และยกระดับการกำกับดูแลกิจการ

“SHR มีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจโรงแรมอีกกว่าเท่าตัว จากจำนวนโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง เป็น 80 แห่ง ภายในปี 2568 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ15 ต่อปี” นายเดิร์ก กล่าว

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ