ไหวมั้ย! ปิดฉากกองทุน LTF เงินหายจากตลาดหุ้น 3.3 หมื่นล้าน

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 18:22 น.

ไหวมั้ย! ปิดฉากกองทุน LTF เงินหายจากตลาดหุ้น 3.3 หมื่นล้าน

บล.เอเซีย พลัส เปิดข้อมูลแต่ละปีมีเงินไหลเข้า LTF ประมาณ 6.6 หมื่นล้าน เท่ากับหายไป 50 % บล.กสิกรไทย คาดหากมีกองทุน SEF ทดแทน ทำให้เงินไหลเข้า 2.9 หมื่นล้าน

นายภราดร เตียรณประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า หากปี 2563 ไม่ต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF)คาดว่าเม็ดเงินซื้อลงทุน LTFจะลดลง 50 % เหลือ 3.3 หมื่นล้านบาท จากเฉลี่ยแต่ละปีมีเม็ดเงินลงทุน LTF ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2563-2564 ไม่มี LTF ที่ครบกำหนดขายได้ เนื่องจากมีการแก้เกณฑ์การถือครองจาก 5 ปี เป็น 7 ปี ทำให้นักลงทุนที่เริ่มซื้อปี 2559 จะครบกำหนดขายเลื่อนไปอยู่ในปี 2565 แทน การขายจึงไม่น่าจะซ้ำเติมภาวะตลาดมากนัก

นอกจากนี้ ที่ต้องจับตาดูและอาจเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้น หากไม่ต่อสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจริงๆ อาจต้องระวังเม็ดเงินที่ลงทุนใน LTF ที่ยังไม่ขาย แม้จะครบกำหนดขายได้แต่ยังไม่ขาย ซึ่งมีอยู่ 1.8 แสนล้านบาท อาจขายออกเมื่อไม่การต่อสิทธิลดหย่อนทางภาษีก็ได้

นายภราดร กล่าวว่า ต้องติดตามว่าจะมีการออกกองทุนหุ้นยั่งยืน หรือกองทุน SEF (Sustainable Equity Fund) เพื่อมาทดแทน LTF หรือไม่ เพราะหากไม่มีกองทุน LTF และ SEF จะส่งผลให้เม็ดเงินที่เคยเข้าลงทุนในตลาดหุ้นลดลง โดยเม็ดเงินที่ลดลง 1 หมื่นล้านบาท จะกระทบดัชนีตลาดหุ้น ณ ขนาดนั้นลดลง 2 % ดังนั้น หากเม็ดเงิน 3.3 หมื่นล้านบาทต่อปีหายไป จะกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นลดลง 6 %หรือประมาณ 30 จุด

อย่างไรก็ตาม หากนโยบายการลงทุนปรับ LTF มาเป็นกองทุน SEF ที่กำหนดเกณฑ์เพื่อรับสิทธิทางภาษีใหม่จะมีหุ้น 20 ตัวได้ผลบวกจากที่มีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากที่สุด คือ AOT , PTT, ADVANC, SCC, DIF, PTTEP ,TRUE , CPF, EA, SCB ,PTTGC, CPN, HMPRO, RATCH , DTAC , BEM, TOP, BTSGIF,JASIF, DELTA

สำหรับกองทุนหุ้นยั่งยืน จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลของบริษัทในการตัดสินใจลงทุนควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัท

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทยกล่าวว่า นโยบายการลงทุนสำหรับกองทุนหุ้นยั่งยืนที่จะมาทดแทนกองทุนLTFจะสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 30% แต่ไม่เกิน 250,000 บาท จากเดิมที่กองทุน LTF สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 15% แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

โดยคาดว่ากระแสเงินสดจะไหลเข้ากองทุน SEFราว 29,500 ล้านบาท ต่ำกว่ากองทุน LTF ที่ 34,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากระแสเงินสดจะค่อย ๆ ไหลเข้าและเท่ากับกองทุน LTFได้ เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวมีการเติบโตได้รวดเร็ว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ