"แอสเสท เวิรด์"ของเจ้าสัว"เจริญ" ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้น 44 ปี

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 15:57 น.

"แอสเสท เวิรด์"ของเจ้าสัว"เจริญ" ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้น 44 ปี

มาร์เก็ตแคป 1.92 แสนล้าน สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เคาะราคาไอพีโอ 6 บาทต่อหุ้น มูลค่าระดมทุน 4.8 หมื่นล้านบาท ให้นิยามหุ้นเติบโต

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) บริษัทพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเครือทีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประกาศแผนขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนประมาณ 6,957 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (กรีนชู)ไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น

กำหนดราคาเสนอขาย 6.00 บาทต่อหุ้น มูลค่าระดมทุน 4.8 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 1.92 แสนล้านบาท นับเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในรอบ 44 ปี

AWC นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน (โรดโชว์) วันนี้ ( 11 ก.ย.62) นักลงทุนร่วมฟังข้อมูลอย่างคึกคัก โดยเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อหุ้นได้ในระหว่างวันที่ 25-27 ก.ย.นี้ และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต้นเดือนต.ค.นี้

ด้านผู้บริหารตั้งเป้าระดมทุนเพื่อสนับสนุนศักยภาพและต่อยอดการเจริญเติบโตของบริษัทฯ ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเขตเมือง

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป เปิดเผยว่า AWC ได้ร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย บล.บัวหลวง บล. ภัทร และบล.ไทยพาณิชย์ กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น

โดยมีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและในต่างประเทศประเภท Cornerstone Investor จำนวน 13 ราย ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454 ล้านหุ้น หรือ 50 % ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น การแสดงความสนใจและเข้าทำสัญญาลงทุนในหุ้นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำประเภท Cornerstone Investor ทั้ง 13 แห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพในการเจริญเติบโตของ AWC

ทั้งนี้ AWC ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ในประเทศไทย บนทำเลที่ดีเยี่ยม ซึ่งบริษัทฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (Freehold) ถึงร้อยละ 90 โดยแบ่งเป็น

(1) กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่ง AWC เป็นเจ้าของโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากจำนวนห้องพักทั้งหมดของบริษัทฯ และอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทฯ ตกลงเข้าซื้อตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 ทั้งในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจในเขตเมืองและเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ดึงดูดทั้งกลุ่มไมซ์ และนักท่องเที่ยวทุกประเภท โดยมีเครือข่ายพันธมิตรผู้บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับสากลถึง 6 กลุ่มพร้อมด้วยฐานลูกค้าทั่วโลกกว่า 300 ล้านราย

(2) กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า ทั้งแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวอย่างเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์และคอมมูนิตี้มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์เกทเวย์ พันธุ์ทิพย์ และตะวันนา นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานแบบมิกซ์ยูส ระดับเกรดเอ เมื่อพิจารณาจากพื้นที่เช่าสุทธิ

AWC ยังมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อได้เปรียบที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของทีซีซี กรุ๊ป ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว มีแผนจะเข้าลงทุนในกิจการเจ้าของทรัพย์สินรวม ทั้งสิ้น 14 โครงการ โดยใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อซื้อและพัฒนากิจการ

โดยมีโครงการเด่น ๆ อาทิ โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วอย่าง โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ซึ่งมีศักยภาพสูงจากการเปรียบเทียบข้อมูลทางการเงินกับข้อมูลของกลุ่มคู่แข่ง แม้โรงแรมจะเพิ่งเปิดดำเนินการในเดือนเมษายน 2561 และอยู่ในระยะเวลาการดำเนินการช่วงเริ่มต้น โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา ในยางบีช และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ กรุงเทพ สาทร

นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบรนด์สากล อาทิ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง โรงแรมแกรนด์ โซเล่ โรงแรม พรพิงค์ ทาวเวอร์ (ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Melia) อีกทั้งยังมีโครงการโรงแรมที่จะพัฒนาใหม่ อาทิ โรงแรมเจริญกรุง 93 ที่จะจับกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจและนักท่องเที่ยว โรงแรมอีสต์ เอเชีย โรงแรมหรูหราในย่านเก่าแก่บนอาคารคลาสสิคกว่า 100 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา โครงการในพัทยา ประเภทมิกซ์ยูส ที่ครอบคลุมทั้งในส่วนโรงแรม ค้าปลีก และกิจกรรมนันทนาการอีกมากมาย รวมพื้นที่จัดประชุมและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่บนหาดพัทยา ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้ดำเนินการระหว่างปี 2564 – 2567

ในส่วนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า บริษัทฯ มีแผนในการพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส ประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย (เฟส 2) โรงแรมแบงค็อกแมริออท ดิ เอเชียทีค และโรงแรมเจริญกรุง 93 ทั้งนี้ การปรับปรุงและพัฒนาโครงการต่างๆ ของ AWC มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส หรือรูปแบบอื่นๆ และมีแผนเพิ่มทางเลือกด้านความบันเทิงและสันทนาการรูปแบบใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้พื้นที่ของโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภายหลังการเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว AWC จะมีโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ จากปัจจุบันที่มีโครงการ 14 แห่ง (แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง และรวมโครงการอีก 4 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562) และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนการพัฒนาจำนวน 13 แห่ง (เป็นโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือแผนในการพัฒนา 11 แห่ง และ โครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-use อีก 2 แห่ง)

ภายใน 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีห้องพักโรงแรมรวม 8,506 ห้อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail และ Wholesale) บริษัทฯ จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากโครงการทั้งหมด 11 โครงการ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 โครงการ (รวม 1 โครงการ ที่บริษัทฯ ได้ทำข้อบันทึกตกลงสัญญาว่าจ้างบริหารเกทเวย์ เอกมัย และเพื่อพิจารณาเข้าลงทุนในโครงการเกทเวย์ เอกมัย ปี 2562) และอีก 2 โครงการซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบความพร้อมต่าง ๆ (Test Run) พร้อมกับเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานอีก 4 แห่ง ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิรวม 270,594 ตารางเมตร

ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการขยายสเกลธุรกิจโรงแรม เพื่อให้ AWC ได้เป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับเครือโรงแรมระดับโลก โดยเฉพาะเครือโรงแรมระดับยอดเยี่ยม พร้อมยกระดับศักยภาพการเข้าถึงทำเลสำคัญในแต่ละพื้นที่ โดยเลือกประเภทโรงแรมที่ใช่สำหรับในแต่ละพื้นที่และไลฟ์สไตล์ของคนในท้องที่และนักท่องเที่ยว และที่สำคัญคือต่อยอดความร่วมมือกันในกลุ่ม โดยเฉพาะการทำโครงการในรูปแบบ Mixed-Use

ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ บริษัทจะยังคงเน้นกลยุทธ์ Barbell Strategy ผ่านการสร้างจุดหมายปลายทางเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และสร้างสมดุลโครงการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในบริเวณโดยรอบโครงการ รวมทั้งนำเสนอแนวคิดใหม่เป็นบริษัทแรกอยู่เสมอ ไปพร้อม ๆ กับบริหารความพึงพอใจให้กับผู้เช่าแบบเชิงรุก ด้วยการปรับและพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งพื้นที่ให้กับนักช้อปและพนักงานในสำนักงานที่มาเช่าพื้นที่ กระชับความสัมพันธ์กับผู้เช่าเพื่อการตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจของผู้เช่าในระยะยาวและสร้างความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีกลยุทธ์ตลาดแบบข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-Platform) ผ่านการขายร่วมเป็นแพคเกจทั้งในกลุ่มรีเทลประเภทเดียวกันและต่างประเภท” นางวัลลภา กล่าวเสริม

การทำไอพีโอ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะสนับสนุนการดำเนินการของ AWC ที่จะช่วยต่อยอดรากฐานอันมั่นคงของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทยเพื่อจะตอบรับโอกาสจากระดับมหภาคที่มีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยเป็นจำนวนถึง 38.3 ล้านคน ในปี 2561 ตามข้อมูลของ JLL มีอัตราเติบโตของภาคการท่องเที่ยวถึง 10.1 % ต่อปี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

รวมทั้งนักเดินทางกลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) มีการเติบโตระหว่างปี 2555-2560 สูงถึงร้อยละ 47.6 ต่อปี โดยกรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองหลวงที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งการขยายตัวของเมืองยังคงมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง โดยที่องค์การสหประชาชาติได้ประมาณการว่าอัตราการอยู่อาศัยในเมือง (Urbanization Rate) จะเพิ่มขึ้นจาก 49.9 % ในปัจจุบันเป็น 58.4 % ในปี 2573 และ 69.5 % ในปี 2593 ที่ทำให้ความต้องการด้านค้าปลีกและพื้นที่อาคารสำนักงานเพิ่มขึ้น ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เหมาะกับแต่ละตลาดและลูกค้าแต่ละกลุ่ม

รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากแผนการตลาดในต่างประเทศและเครือข่ายสมาชิกของผู้บริหารโรงแรมระดับสากล ทำให้ธุรกิจของ AWC อยู่ในตำแหน่งที่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวภายใต้การสนับสนุนของเครือ TCC Group ทั้งในส่วนโครงการที่บริษัทฯ พัฒนาแล้ว เริ่มพัฒนา หรือมีแผนจะพัฒนาในอนาคต ด้วยสิทธิของบริษัทฯ ตามสัญญาให้สิทธิ ที่ทำให้สามารถเข้าถึงโครงการและที่ดินเปล่าที่มีศักยภาพสูง เพื่อเสริมแผนการเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

 

ดร.กานต์ ปฏิเวธวรรณกิจ หัวหน้าคณะสายงานบัญชีและการเงิน (CFO) บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ต่อเนื่องและมีความสมดุล โดยมีสัดส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปี 2561 เท่ากับร้อยละ 52 ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และร้อยละ 48 ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ สำหรับผลประกอบการหกเดือนแรกของปี 2562 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562

บริษัทฯ มีรายได้และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจาก 2 กลุ่มธุรกิจหลักเป็นจำนวน 6,442 ล้านบาทและ 3,114 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งนับได้ว่าสามารถสะท้อนรากฐานอันแข็งแกร่งของ AWC จากการปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ อย่างมีกลยุทธ์และต่อเนื่อง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายโดยการใช้รูปแบบและแบรนด์ที่แตกต่างกัน ด้วยประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญทำให้บริษัทฯ สามารถพัฒนาโครงการในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมและประหยัดต้นทุน ซึ่งหลายโครงการได้เข้าสู่ระยะเวลาการดำเนินการช่วงเริ่มต้นที่อยู่ระหว่างการสร้างรายได้และผลกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

 

ข่าวอื่นๆ