โกลเบล็ก ชี้เป้าหุ้น "ชิม ช้อป ใช้ " SPA ASAP ERW TNP

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 10:58 น.

โกลเบล็ก ชี้เป้าหุ้น "ชิม ช้อป ใช้ " SPA ASAP ERW TNP

ดักทางมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว พร้อมลุ้นผลประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสฯและประชุมเฟดกลางเดือนก.ย.นี้

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.16 แสนล้านบาทตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว การช่วยเหลือเกษตรกร การดูแลค่าครองชีพ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งแต่ละมาตรการจะค่อยๆ ทยอยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่เดือนก.ย.เป็นต้นไป ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากมีเม็ดเงินอัดฉีดกระจายลงไปในทุกๆ ภาคส่วน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า จากมตราการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของภาครัฐในครั้งนี้ ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายในด้านอาหาร เครื่องดื่ม ค่าที่พักรวมถึงบริการต่าง ๆ ค่าซื้อสินค้าท้องถิ่น ค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในท้องถิ่นนั้น เช่น สปา การเช่าพาหนะ ค่าบริการนำเที่ยวในพื้นที่ทั่วประเทศ ถือเป็นการกระจายเม็ดเงินไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพราะในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้จีดีพีเติบโตถึงระดับ 3% ตามเป้าหมายของรัฐบาล

ดังนั้น หากประเมินหุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว "ชิม ช็อป ใช้" ดังกล่าว มองว่าหุ้น TNP ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 25 สาขา ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา รองลงมาเป็นหุ้น ASAP ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรถยนต์ให้เช่า ซึ่งจะช่วยให้มีการเช่ารถเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีรถรองรับให้บริการถึง 6,700 คัน

ส่วน SPA จัดเป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ “ชิม ช็อป ใช้” ในครั้งนี้เพราะเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านสปาเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสปา ซึ่งมีการให้บริการในหลายระดับตั้งแต่ระดับ 2ดาวไปถึง 5 ดาว รวมทั้ง ERW ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรมหลายระดับราคารวมทั้งโรงแรมราคาประหยัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สำหรับภาพรวมการลงทุนในขณะนี้ ทางฝ่ายวิจัย มองว่ายังคงแกว่งตัวในลักษณะ Sideway โดยให้กรอบดัชนี 1,660-1,690 จุด เนื่องจากยังคงถูกกดดันจากปัจจัยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ม็อบฮ่องกงที่ยังคงชุมนุมต่อ เพื่อกดดันให้ทางการทำตามข้อเรียกร้องที่เหลือ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานตัวเลขจีดีพีของญี่ปุ่น ในไตรมาส 2/2562 ที่ขยายตัว 1.3% ลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่1.8% แสดงถึงภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกมีการชะลอตัว

ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่น่าจับตา กรณีที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดประชุมเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.ย.นี้ รวมถึงปัจจัยที่จีนจะเปิดเผยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวน อียู เปิดเผยดุลการค้าเดือนก.ค.ที่จะประกาศออกมาในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ประกอบกับกรณีที่สหรัฐฯ จะเปิดเผยยอดค้าปลีก ราคานำเข้าและส่งออก ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้น และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ และปิดท้าย การประชุมนโนยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)ที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเข้ามามีอิทธิพลต่อภาคการลงทุน

 

ข่าวอื่นๆ