แบงก์คาดธปท.เข้มกระทบปล่อยสินเชื่อรายย่อย

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 20:09 น.

แบงก์คาดธปท.เข้มกระทบปล่อยสินเชื่อรายย่อย

แบงก์คาดมาตรการ DSR กลุ่มเปราะบาง กระทบอัตราการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย 0.5%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จากกระแสข่าวช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นสัญญาณที่ยืนยันได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญเพื่อดูแลประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ได้แก่ 1. การกำหนดแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับ 2.การเตรียมกำหนดมาตรฐานกลางสำหรับการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาจากภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) โดยขณะนี้ ยังคงอยู่ระหว่างรอการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการจาก ธปท.

เป้าหมายแรกของการกำหนดแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง เน้นที่กลุ่มผู้กู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน นำร่องโดยธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคาร ซึ่งจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ (New Booking) ให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ ธ.พ. และบริษัทลูกจะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกันระหว่างความสามารถในการชำระคืนหนี้และสถานะของรายได้ของผู้กู้กลุ่มนี้มากขึ้นในการพิจารณาอนุมัติผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยก้อนใหม่ หรือให้วงเงินเพิ่มเติมแก่ลูกค้าเดิม โดยหลังจากที่รวมภาระของสินเชื่อก้อนใหม่แล้ว สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ควรอยู่สูงกว่าระดับ 70%

สำหรับผลกระทบจากเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้กู้กลุ่มเปราะบางของธนาคารพาณิชย์ นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ น่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 1-20% ของยอดสินเชื่อรายย่อยปล่อยใหม่รวมของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกแต่ละแห่ง หากยังคงมีลักษณะการปล่อยสินเชื่อในแบบเดิมก่อนที่มาตรการมีผล โดยระดับของผลกระทบจะมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างของฐานลูกค้า และการกระจุกตัวของพอร์ตผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย

ขณะที่ผลต่อภาพรวมสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบจากเงื่อนไขการปล่อยกู้กลุ่มเปราะบางดังกล่าวต่ออัตราการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของระบบธ.พ.ไทยปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% ซึ่งอาจกดดันให้ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ที่ 6.5% มีโอกาสชะลอลงมาอยู่ที่ 6.0%

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าว มีสมมติฐานหลัก 2 ข้อ คือ 1. ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกทยอยเริ่มแนวทางดูแลการปล่อยสินเชื่อโดยคำนึงถึงสัดส่วน DSR ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 3/2562 เป็นต้นไป และ 2. ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกไม่สามารถขยายฐานลูกค้ารายย่อยไปยังกลุ่มอื่นๆ ซึ่งไม่มีปัญหาความเปราะบางทางการเงินมาทดแทนได้ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบสุทธิที่ท้ายสุด ยังคงขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ชัดเจนของแนวทางจากธปท. และความยืดหยุ่นในการรับมือ บริหารจัดการ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก ที่คงจะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักการปล่อยสินเชื่อไปยังลูกค้ากลุ่มอื่นที่มีความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี

เมื่อมองต่อไปในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จุดจับตาที่อาจมีผลกระทบมากกว่าจะอยู่ที่มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ซึ่งขณะนี้ น่าจะอยู่ระหว่างการเตรียมกำหนดนิยาม ประเภทของรายได้ โดยหากมาตรฐานกลางสำหรับการคำนวณสัดส่วน DSR มีความเข้มงวดมากขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาสินเชื่อก้อนใหม่ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้กู้รายย่อยที่มีภาระหนี้บางส่วนอยู่ก่อนแล้วได้ในอนาคต

ข่าวอื่นๆ