"กรณ์"หวั่น ลดภาษี "พปชร." ทำฐานภาษีหาย3ล้านราย

  • วันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 18:14 น.

"กรณ์"หวั่น ลดภาษี "พปชร." ทำฐานภาษีหาย3ล้านราย

"กรณ์" ดันประกันรายได้ หวั่นนโยบายลดภาษี พปชร. ทำรายได้มีปัญหา ดันเก็บภาษีธุรกิจผูกขาดและบริษัทออนไลน์ข้ามชาติ

แม้ว่า กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีต รมว.คลัง จะไม่ได้รับตำแหน่งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เจ้าตัวก็ประกาศชัดพร้อมทำงานการเมืองต่อเนื่อง แม้ว่าจะ ไม่ตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล

เมื่อถามกรณ์ ว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรค ปชป. ที่หาเสียงไว้ จะมีนโยบายอะไรที่ถูกใส่ไว้ในนโยบายของรัฐบาลใหม่บ้าง

กรณ์ ตอบทันทีว่า นโยบายอันดับแรกสำคัญที่สุด คือ การประกัน รายได้เกษตรกร เพราะ ปชป. มั่นใจว่าเป็นวิธีการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาพืชผลตกต่ำได้ เป็นวิธีการดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร มีความคุ้มค่าในการใช้เงินงบประมาณ ไม่รั่วไหล แนวโน้มการทุจริตคอรัปชันไม่มี

ดังนั้น ปชป. จึงตั้งนโยบายประกันรายได้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลตั้งแต่แรก ซึ่งตามที่หาเสียง ข้าวราคาไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 10,000 บาท ยางพารา ราคาไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม และปาล์ม ราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายนโยบาย ที่ ปชป. ได้นำไปเปรียบเทียบกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล มีหลายนโยบายสอดคล้องกันอยู่แล้ว เพียงแต่นำมาปรับให้เข้ากัน ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันว่าอาจจะต้องนำนโยบายบางส่วนของ ปชป. ไปผสมกับ พปชร.

นโยยายที่เห็นได้ชัด คือ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งทั้ง 2 พรรคเห็นตรงกันเพื่อลดภาระให้กับชนชั้นกลาง แต่จะลดอย่างไรแนวทางของทั้ง 2 พรรค อย่างต่างกันอยู่มาก

ในส่วนของ ปชป. เสนอนโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรม 20% ของที่เสียอยู่ เช่น ผู้เสียภาษีอยู่ 20 บบาท ก็จะจ่ายแค่ 16 บาท และไม่ลดภาษีให้กับผู้เสียภาษีในอัตราสูง เพราะถือว่าเป็นผู้มีรายได้มากก็ควรรับภาระช่วยชาติต่อไป จะเริ่มลดภาษีให้กับผู้ที่เสียภาษีบุคคลในอัตรา 25% ลงมา

แต่ในส่วนนโยบายลดภาษีบุคคลธรรมดาของ พปชร. จะลดอัตราภาษี 10% ซึ่งจะทำให้ฐานภาษีหายไปเลยเพราะทำให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 5% หรือ 10% จะไม่ต้องเสียภาษีเลย ทำให้ฐานผู้เสียภาษีที่น้อยอยู่แล้วที่ตอนนี้มี 4 ล้านคน จะเหลือแค่ 1 ล้านคนเท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนไทยที่อยู่ในระบบแรงงาน 35 ล้านคน หากลดภาษีตามนโยบายของ พปชร.

"ผมไม่แน่ใจว่า พปชร. คิดผิดหรือพูดผิด เพราะมันไม่น่าเป็นไป ได้ที่ พปชร. จะคิดอย่างนี้ ซึ่งตอนหาเสียง พปชร. มีการพูดยกตัวอย่างว่า หากเสียภาษี 25% ก็จะลดเหลือเสียภาษี 15% ซึ่งผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วย" นายกรณ์ กล่าว

กรณ์ กล่าวว่า รายละเอียดการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงยังต้องหารือกัน ทำโมเดลออกมาว่ามีผลกระทบอย่างไร นอกจากนี้ ปชป. ยังมีการเสนอเก็บภาษีในส่วนของธุรกิจผูกขาด และการเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ถึงเวลาที่จะเอาจริงกับตรงนี้หรือยัง ทั้งการเก็บภาษีจาก facebook google หรือ amazon เป็นต้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ ต้องมาดูว่าทาง พปชร. จะเห็นด้วยที่จะบรรจุการเก็บภาษีนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลหรือไม่

นอกจากยังมีนโยบายเรื่องบัตรสวัสดิการ ปชป. หาเสียงไว้ว่าจะเพิ่มวงเงิน เบี้ยสวัสดิการผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน และเบิกเป็นเงินสดได้เลยไม่ต้องใช้เงินได้แค่ซื้อของจากร้านธงฟ้าประชารัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งนโยบายนี้ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ผู้มีสิทธิสามารถเบิกเงินไปซื้่อสินค้าในตลาดสดใกล้บ้านได้มากขึ้น เงินหมุนเวียนในชุมชน

ขณะเดียวกันยังมีนโยบายการแจกเงินเด็ก ที่ ปชป. เสนอนโยบายเกิดปั๊บรับเงินแสน ซึ่งเป็นการแจกเงินให้เด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุครบ 8 ปี เดือนละ 1,000 บาท ซึ่ง พปชร. ได้ก๊อปปี้ของ ปชป. ไปเลย ซึ่งนโยบายของ ปชป. ประหยัดเงินงบประมาณมากกว่าของนโยบายแจกเงินเด็กของ พปชร.

สำหรับนโยบายมารดาประชารัฐ ของ พปชร. จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอดจำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก อีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาทต่อเด็ก 1 คน

นายกรณ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาชะลอตัว ดังนั้นรัฐบาล ต้องเร่งมาตรการระยะสั้น 5-6 เดือน ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัว ทำให้ประชาชนรายได้น้อยอยู่ได้ ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ กรณ์ ยังมองว่า การทำงานของ รมว.คลัง คนใหม่ต้องเน้นเรื่องนโยบายและมาตรการที่มีความครีเอทีฟ ต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ทำแต่งานที่กรมกองเสนอขึ้นมาเท่านั้น

สำหรับการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ที่ ปชป. กำกับดูแล นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวติดลบ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจากภัยแล้งรุนแรง และยังมีเรื่องการเจรจาความตกลงหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ข่าวอื่นๆ