นายกฯห่วงปัญหาข้อพิพาทแรงงาน ทำนักลงทุนย้ายฐานหนี

วันที่ 06 ม.ค. 2553 เวลา 17:17 น.
โพสต์ทูเดย์ – นายกฯห่วงปัญหาข้อพิพาทแรงงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และ การ์เม้นท์ ส่งผลกระทบให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตหนีไทย สั่งรมว.แรงงานเจรจาหาข้อยุติโดยเร็ว ด้านสถานการณ์การจ้างงานในประเทศดีขึ้น ยอดว่างงานลด

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานในประเทศ รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อแรงงานในต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นแล้ว  แต่นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้รมว.แรงงานไปแก้ไขปัญหาแรงงานที่มีการชุมนุม มีข้อพิพาทกับนายจ้างในภาครถยนต์ และ กรณีบริษัทไทรอั้ม ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้โดยเร็ว ให้ไปช่วยดูค่าแรง ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อยุติ เพราะนายกฯกลัวว่าปัญหาเหล่านี้อาจจะไปกระทบให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปจากไทยได้ ซึ่งรมว.แรงงานก็รับจะไปเจรจาตามข้อบังคับแรงงานแล้ว

นายวัชระ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาแรงงานลดลงแล้ว ตรงกันข้ามเริ่มมีสัญญาณชี้ให้เห็นว่า ไทยเริ่มประสบภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เพราะวิกฤตที่ผ่านมาได้ถูกเลิกจ้างไปบางส่วน และในปัจจุบันแรงงานเหล่านั้นไม่ต้องการกลับมาทำงานเดิมแล้ว

และความต้องการแรงงานในต่างประเทศก็ต้องการแรงงานไทยสูงถึง 1.4 แสนคน เช่น ใต้หวัน ต้องการแรงงานไทยถึง 4.5 หมื่นคน ยังมีเกาหลี สิงคโปร์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรส ซึ่งกระทรวงแรงงานก็ได้กำหนดนโยบายในการส่งคนงานให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการให้ผ่านการอบรบจากสถาบันฝีมือแรงงานก่อน

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานรายงานต่อที่ประชุมว่า สถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น เห็นได้จากข้อมูลจำนวนผู้ประกันตนที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเริ่มลดลง จากเดือนก.พ. 2552 ที่เพิ่มสูงสุด 1.02 แสนคน ลดลงเหลือ 4.06 หมื่นคน ในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา และอัตราการว่างงานที่สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานล่าสุดในเดือนก.ย. 2552 ก็ลดลงเหลือ 1.2% จากเดือนเม.ย.ที่ 2.1% และคาดว่าในเดือนพ.ย.และธ.ค. 2552 น่าจะลดลงเหลือเพียง 1.1% หรือประมาณ 4 แสนคนเท่านั้น

ขณะที่ ปัจจุบันสถานประกอบการก็แจ้งความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 1.2 แสนตำแหน่งแล้ว คิดเป็นความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน และล่าสุดคนเริ่มกลับเข้ามาทำงานเพิ่มเป็น 3.5 หมื่นคน จากเดือนก.พ. 2552 มีคนกลับมาทำงานเพียง 2 หมื่นคน คิดเป็นสัดส่วนคนกลับเข้ามาทำงาน 97% เมื่อเทียบปี 2551กับปี 2552 ส่วนแรงงานในโครงการมาบตาพุด หากระงับทั้ง 65 โครงการ คาดว่าจะกระทบลูกจ้างประมาณ 4 หมื่นคน แต่หากเดินหน้าก่อสร้างใหม่ก็จะรับลูกจ้างเข้ามาทำงานได้ 1.5 หมื่นคน

นอกจากนี้ รมว.กระทรวงต่างประเทศยังรายงานผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่มีต่อแรงงานในต่างประเทศว่า มีไม่มาก โดยเฉพาะแรงงานไทย ที่ไปทำงานในดูไบมีเพียง 8,000 คน ซึ่งถูกเลิกจ้างเพียง 41 คน แต่ทุกคนได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแล้ว จากทั้งหมดที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีประมาณ 2.9 หมื่นคน