กระทุ้งธปท.ดูแลบาท 'อภิศักดิ์'ห่วงเงินแข็งเกินคู่แข่ง

  • วันที่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 07:26 น.

กระทุ้งธปท.ดูแลบาท 'อภิศักดิ์'ห่วงเงินแข็งเกินคู่แข่ง

เงินบาทแข็งค่าไม่หยุด รมว.คลัง กระทุ้ง ธปท.ดูแลไม่ให้ แข็งค่ากว่าคู่แข่ง หวั่นเสียเปรียบส่งออก

สำหรับค่าเงินบาทของไทยเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ โดยวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 31.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2561 เป็นการปรับตัวแข็งค่าตามทิศทางของเงินหยวน และสอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่เงินบาทแข็งค่ามากสุดเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีการประชุมใน วันที่ 31 ม.ค.นี้ ตลาดคาดการณ์ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แต่จับตาเรื่องการปรับลดขนาดงบดุลของสหรัฐว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะดูแลเรื่องนี้ ซึ่ง ธปท.ควรจะดูแลไม่ให้ค่าเงินแกว่งมากเกินไป หรือมีความผันผวนน้อย ขณะที่ระดับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างรวดเร็ว ธปท.ต้องออกมาแทรกแซงไม่ให้ผันผวน ไม่ให้ค่าเงินแข็งค่ากว่าคู่แข่ง ซึ่ง ธปท.มีค่าเฉลี่ยเรื่องนี้อยู่แล้ว

"บาทไม่ควรแข็งนำโด่งประเทศ คู่แข่ง เพราะการแข็งค่าที่นำโด่งแบบนี้ ทำให้เสียเปรียบ การดูแลค่าเงินบาทเป็นหน้าที่ของ ธปท. คลังคงมีข้อมูลไม่เพียงพอ และกระทรวงการคลังที่ดูเรื่องนโยบาย การคลัง และที่ผ่านมาได้พยายามใช้มาตรการต่างๆ ในการเข้าไปช่วยเหลือดูแลเศรษฐกิจ เช่น สินค้าเกษตรตกต่ำ รัฐบาลก็พยายามจะอัดเงินเข้าไปช่วย" นายอภิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและอ่อนค่าลง ส่งผลดีและเสีย โดยค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็ส่งผลดีต่อการลงทุนให้ดีขึ้น เพราะว่าการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรทำได้ถูกลง ส่วนการส่งออกถ้าเป็นผู้ประกอบการประเภทรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการนำเข้าวัตถุดิบมาจากต่างประเทศเป็นหลัก ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่า ของค่าเงินบาท ส่วนผู้ส่งออกที่ได้รับ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมาก คือ ผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบจากในประเทศในการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งจะกระทบไปถึงกลุ่มเกษตรกร เพราะจะทำให้ราคา พืชผลทางการเกษตรตกต่ำไปด้วย และทำให้กลุ่มนี้ยากจนมากขึ้น

สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้ เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการต้องออกมาสะท้อนปัญหาให้ ธปท.รับทราบ เพื่อหามาตรการดูแลในส่วนนี้

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลลาออก 4 คน ถือว่าไม่กระทบต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลยังมีอำนาจเต็มในการบริหาร ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ และได้มีการตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการขึ้นมาดูแลแล้ว และในช่วงเวลาที่เหลือก็เป็นการดำเนินการตามนโยบายเดิมให้เดินหน้าต่อไป ไม่ได้มีการดำเนินนโยบายใหม่ ดังนั้นจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่สะดุดหรือชะงัก ไม่มีการใส่เกียร์ว่างอย่างแน่นอน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ