ครม.ปลดล็อกบ้านธนารักษ์

วันที่ 30 ม.ค. 2562 เวลา 08:18 น.
ครม.ปลดล็อกบ้านธนารักษ์
ครม.ปลดล็อกเงื่อนไขร่วมโครงการบ้านธนารักษ์ เปิดทางให้คนมีบ้านแล้วเข้าร่วมโครงการได้ ให้สิทธิบัตรรัฐสวัสดิการก่อน  หลังยอดจองน้อยมาก

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ วันที่ 29 ม.ค. 2562 ได้เห็นชอบให้ปรับเงื่อนไขคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ บ้านธนารักษ์ประชารัฐ โครงการเช่าระยะยาวใหม่ จากเดิมกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ปรับ มาเป็นการเปิดกว้างให้เข้าร่วมโครงการ ได้ รวมถึงผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ได้กำหนดลำดับความสำคัญเอาไว้ 3 กรณี คือ 1.ผู้ที่จะเข้าร่วมต้องเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2.มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3.5 หมื่นบาท และ 3.เป็นประชาชนทั่วไป เนื่องจาก ที่ผ่านมาผู้ที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ ไม่ผ่านคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้มีผู้มาเข้าร่วมโครงการจำนวนน้อย เช่น มีบ้านอยู่ในต่างจังหวัด แต่เมื่อย้ายมาทำงานในพื้นที่ที่มีโครงการแล้วก็ต้องการมีบ้าน

นายณัฐพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้เปิดประกวดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ เพื่อหาผู้ประกอบการลงทุนก่อสร้างโครงการ 6 แปลง โดยมี ผลการประกวดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ 5 แปลง (แปลง อ.ชร.31 จ.เชียงราย ไม่มีผู้ยื่นซอง) และมียอดลงทะเบียนจองสิทธิ (เปิดจองตั้งแต่ วันที่ 19-31 ส.ค. 2559) 2,322 ราย และต่อมามีผู้ลงทะเบียนจองสิทธิที่นำเอกสารหลักฐานมายื่นขอใช้สิทธิเพียง 406 ราย หรือคิดเป็น 17.50% ของจำนวนผู้ยื่นจอง 2,322 ราย

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน แจ้งต่อกระทรวงการคลังว่า จากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ยื่นจองสิทธิ มีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 388 ราย เนื่องจากส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนเช่นกัน จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้และ ต่อมากรมธนารักษ์ได้พิจารณายกเลิกการดำเนินโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กท.2615 เนื่องจากมีข้อเสนอแนะเรื่องที่จอดรถที่อาจส่งผลให้รูปแบบโครงการที่เสนอไว้เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ในกรณีสนับสนุน เงินกู้เพื่อการซ่อมแซมและหรือต่อเติมที่อยู่อาศัยบนที่ดินราชพัสดุ ล่าสุดธนารักษ์ได้ออกหนังสือรับรองให้แก่ผู้เช่าสำหรับใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอกู้เงิน 267 ราย วงเงิน 149.116 ล้านบาท ประกอบด้วย ธ.ก.ส. 107 ราย วงเงิน 83.806 ล้านบาท และธนาคารออมสิน 160 ราย วงเงิน 65.310 ล้านบาท