อั่งเปาคืนแวตไม่คึกเท่าช็อปช่วยชาติ

วันที่ 09 ม.ค. 2562 เวลา 07:21 น.
อั่งเปาคืนแวตไม่คึกเท่าช็อปช่วยชาติ
คลังคาดคืนภาษี 5% ช่วงเดือน ก.พ.คนเข้าหลักแสนราย ยันรัฐเดินหน้าแจกสวัสดิการผ่านบัตรเดบิตต่อแน่

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 1-15 ก.พ. 2562 กับ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ระบบบันทึกการเก็บเงิน (POS) ซึ่งจะได้รับเงินภาษีคืน 5% ของวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาท คิดเป็นเงินภาษีจ่ายคืนไม่เกิน 1,000 บาท/คน โดยจ่ายเข้าระบบพร้อมเพย์

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนที่เข้าข่ายได้ประโยชน์ 36.45 ล้านคน หรือคิดเป็นบัตรเดบิตกว่า 58 ล้านใบ ซึ่งโครงการนี้ให้สิทธิ 1 คนต่อ 1 บัตร และต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ อี-เพย์เมนต์ www.epayment.go.th หรือเคาน์เตอร์สาขาธนาคารเจ้าของบัตรเดบิตที่ประชาชนถืออยู่ เบื้องต้นตั้งเป้าหมายคนลงทะเบียนหลักแสนราย ไม่น่าใช้สิทธิกันคึกคักเป็นล้านรายแบบโครงการช็อปช่วยชาติ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะทำโครงการนี้เป็นต้นแบบในการรับสวัสดิการต่อไป จึงอยากให้สมาคมธนาคารไทยเข้ามาพัฒนาร่วมกัน เพราะในอนาคตจะมีการออกมาตรการทำผ่านบัตรเดบิตในลักษณะนี้อีก ตามนโบายสนับสนุนการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับการหารือกับสมาคมธนาคารไทยเรื่องการขยายรูปแบบการชำระเงิน ให้นำแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือของธนาคารพาณิชย์สแกนจ่ายเงินผ่าน คิวอาร์โค้ดเข้าร่วมได้ด้วย เบื้องต้นได้รับการยืนยันว่าการนำคิวอาร์โค้ดของธนาคารเจ้าของบัตรจ่ายที่เครื่องของธนาคารเองได้ เช่น ของธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนความพยายามที่จะให้มีการพัฒนาระบบให้ใช้คิวอาร์โค้ดข้ามธนาคารยังต้องมีการหารือเพิ่ม ซึ่งสมาคมธนาคารไทยจะมีการประชุมกันในวันที่ 9 ม.ค. 2562 หลังจากนั้นจะเข้ามาหารือกับกระทรวงการคลังในวันที่ 10 ม.ค. 2562 เพื่อหาข้อสรุปต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่า มีผู้ประกอบการนันแบงก์ อย่างทรู มันนี่ วอลเล็ท ได้แสดงความประสงค์อยากเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีผู้ประกอบการเอกชนเข้าร่วม โครงการนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าการเปิดให้ระบบคิวอาร์โค้ดได้รับสิทธิคืนแวต 5% ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพราะเป็นการจ่ายผ่านบัตรเดบิต ต่างจากมาตรการที่ให้มีการจ่ายเงินจากบัตรเครดิต ซึ่งเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ สำหรับกรอบงบประมาณชดเชยยังคงกรอบเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ที่ 9,240 ล้านบาท เพราะจะให้ภาษีคืนไม่เกิน 1,000 บาท/ราย