เคาะเป้าเงินเฟ้อ2.5%

วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 08:35 น.
เคาะเป้าเงินเฟ้อ2.5%
ครม.ผ่านเป้าหมายนโยบายการเงิน ระบุเอื้อเศรษฐกิจเติบโต พร้อมเห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ตั้งงบขาดดุลหนุนเศรษฐกิจโต

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ วันที่ 25 ธ.ค. 2561 ได้เห็นชอบเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2562 พร้อมข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ รมว.คลัง กำหนด เป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลางและเป้าหมายสำหรับ ปี 2562 ซึ่งกำหนดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.5% บวกลบ 1.5% ซึ่งหลังจากนี้จะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

ทั้งนี้ ในการหารือระหว่างผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธาน กนง. และ รมว.คลัง ได้เห็นว่าการกำหนดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปดังกล่าว เป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสอดคล้องกับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ ธปท.จะติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลให้พลวัตของอัตราเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปและอาจทำให้ผลของการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพราคาเป็นหลักรวมทั้งพัฒนากรอบการประเมินความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ครอบคลุมมิติที่สำคัญเพื่อให้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นเพียงพอและสามารถนำผลของการชั่งน้ำหนักของดีและของเสียของการดำเนินนโยบายทางการเงินในแต่ละทางเลือกมาพิจารณาได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

"หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย ก็จะมีจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.คลัง เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงสาเหตุดังกล่าว และแนวทางดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม" นายณัฐพร กล่าว

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบเป้าหมายและนโยบายการคลังในระยะปานกลางที่รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ และหากในระยะต่อไป ภาวะเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสามารถลดขนาดการขาดดุลลงได้ ดังนั้น เป้าหมายการคลังในระยะยาวจึงควรกำหนดให้รัฐบาลปรับลดขนาดการขาดดุลและมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการคลังในระยะยาวดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจะต้องมุ่งบริหารการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และการปรับอัตราภาษีที่เหมาะสมเพื่อรายได้รวมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องควบคุมการขยายตัวของรายจ่ายในภาพรวม โดยเฉพาะรายจ่ายประจำและเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนให้สูงขึ้นด้วย