สิทธิประโยชน์ ‘มนุษย์เงินเดือน’ หลัง‘เกษียณ’

วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.
สิทธิประโยชน์ ‘มนุษย์เงินเดือน’ หลัง‘เกษียณ’
เรื่อง ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ 

รู้หรือไม่ว่า ... มนุษย์เงินเดือน หลังจากเกษียณอายุการทำงาน มีสิทธิประโยชน์อะไรกันบ้าง

เรื่องที่ต้องรู้ ... ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ประเด็นสำคัญคือ ปรับค่าชดเชยใหม่กรณีเลิกจ้างจะเพิ่มเป็น 6 อัตรา จาก 5 อัตรา สำหรับลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้ค่าชดเชยอัตราใหม่เป็น 400 วัน จากเดิม 300 วัน โดยเป็นการปรับเพิ่มเติมสำหรับคนที่ทำงานมาครบ 20 ปี

จากเดิมกำหนดค่าชดเชยการเลิกจ้างงาน เป็น 5 อัตรา คือ

1.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

2.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน

3.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

4.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน

5.ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

และล่าสุด 6.การปรับเพิ่มอัตราค่าชดเชยให้กับลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้ค่าชดเชยอัตราใหม่เป็น 400 วัน (จากเดิม 300 วัน โดยเป็นการปรับเพิ่มเติมสำหรับคนที่ทำงานมาครบ 20 ปี)

เกษียณแล้วต้องได้เงินชดเชยตามกฎหมาย

ประเด็นที่สำคัญคือ การ “เกษียณอายุ” = เลิกจ้างงาน ดังนั้นเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ นายจ้างก็จะต้องจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายเช่นกัน ...

แม้ว่านายจ้างในภาคเอกชนในประเทศไทยก็ไม่มีการกำหนดอายุเกษียณแน่นอนสำหรับลูกจ้าง (ยกเว้นบางบริษัท) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่ไม่มีการทำสัญญาจ้างและไม่มีกำหนดเวลาเกษียณเพื่อให้ลูกจ้างทำงานต่อไปเรื่อยๆ ถ้าใครทำไม่ไหวก็ลาออกไปเอง (เพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย)

ไม่ต้องมาตีความกันว่า หากนายจ้างไม่มีการกำหนดอายุเกษียณ ลูกจ้างจะถูกระงับสิทธิได้เงินชดเชยเลิกจ้างงานตามกฎหมาย...

เพราะว่ามีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับที่ 6 พ.ศ. 2560 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2560 โดยมาตรา 6 ให้เพิ่มประเด็นต่อไปนี้เป็นมาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คือ

- การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง

- ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ เกษียณอายุนั้น

สิ่งหนึ่งที่นายจ้างหลีกเลี่ยงการจ่ายงินชดเชย คือ ให้ “สมัครใจลาออก” เอง เพื่อเจรจาไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้

หากนายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุ จะเกิดอะไรขึ้น

เท่ากับเป็นการไม่ปฏิบัติกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามมาตรา 118 และ 118/1 มีโทษทางอาญาและทางแพ่ง

โทษอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษทางแพ่ง ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดชำระในการจ่ายค่าชดเชยในอัตรา 15% ต่อปี และถ้าจงใจผิดนัดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 15% ทุกๆ ระยะ 7 วัน

“เงินบำนาญ” ของมนุษย์เงินเดือน

พนักงานประจำ หรือ “มนุษย์เงินเดือน” ถึงแม้ว่าเกษียณอายุการทำงานไปแล้ว อย่าลืม! ยื่นขอรับเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคม

ใครบ้าง “มีสิทธิ” รับเงินบำนาญจากประกันสังคม

1.คุณต้องมีอายุ 55 ปีก่อน หรือถ้าอายุ 55 ปีแล้วยังทำงานอยู่ก็จะเบิกได้จนกว่าคุณจะเลิกทำงาน หรือสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน

2.ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปี (180 เดือน)

รับเงินบำนาญเท่าใด

#กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 180 เดือนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

# กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน

เงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย+1.5% ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน

ตัวอย่าง ประกันตนทำงานได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 1.5 หมื่นบาท และส่งเงินสมทบมาแล้ว 20 ปี อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

1.ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญ

= 15 ปี (แรก) ได้อัตราเงินบำนาญ 20%

= 5 ปี (หลัง) ได้อัตราเงินบำนาญ (1.5% (ปรับเพิ่ม) ×5 ปี) = 7.5%

รวมอัตราเงินบำนาญ 20 ปี = 20%+7.5% = 27.5%

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญรายเดือน = 27.5% ของ 1.5 หมื่นบาท = 4,125 บาท/เดือนจนตลอดชีวิต

2.กรณีผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 5 ปี ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน

= 4,125 บาท×10 เท่า = 41,250 บาท

*ที่สำคัญอย่าลืมการขอคืนเงินออมชราภาพให้เสร็จสิ้นก่อน 1 ปีหลังจากเกษียณ ไม่งั้นจะหมดสิทธิ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว ต้องไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต กทม. อบต. หรือเทศบาล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คนไทยทุกคนเมื่ออายุ 60 ปีมีสิทธิรับเบี้ยยังชีพอย่างเท่าเทียม ยกเว้นใครมีเงินเหลือเฝือสามารถที่จะบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนกระทรวงการคลังเพื่อนำไปสมทบและจ่ายเพิ่มเติมให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้เงินเท่าไหร่

การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบัน จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต โดยเป็นอัตราเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้

- อายุ 60-69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท/เดือน

- อายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท/เดือน

- อายุ 80-89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท/เดือน

- อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท/เดือน

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ว่าสิทธิผู้เกษียณอายุควรจะได้รับอะไรบ้าง แต่อย่าชะล่าใจเพราะเงินเพียงเท่านั้นคงไม่เพียงพอที่เราจะใช้จ่ายได้ในชีวิตหลังเกษียณ

ดังนั้น เราต้องรู้จักวางแผนการเงินเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ จะทำให้เราเกษียณอย่างมีความสุข

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต