ธปท.เตือนวิกฤตภัยไซเบอร์

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

ธปท.เตือนวิกฤตภัยไซเบอร์

ทั่วโลกเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจ "ภัยไซเบอร์" ด้านกรุงไทยเร่งสแกนระบบทุกตารางนิ้ว  หลังถูกเจาะข้อมูลลูกค้า 1.2 แสนราย

นางบุษกร ธีระปัญญาชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา จับตาเทรนด์การเงินในยุคดิจิทัล ว่า ขณะนี้ทั่วโลกประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะมีสาเหตุมาจากปัญหาภัยไซเบอร์และแฮ็กเกอร์เข้าไปโจรกรรมข้อมูล ซึ่งทุกธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวเตรียมป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

"การแฮ็กข้อมูลเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่ถือว่าติด 1 ใน 3 ที่ถูกการโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มากที่สุด อันดับ 1 เป็นการโจรกรรมข้อมูลหน่วยงานของรัฐ รองลงมาข้อมูลทางการแพทย์ ดังนั้นธุรกิจภาคการเงินจำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อม รู้เท่าทัน และรู้ถึงความเสี่ยง เพื่อจะเข้าไปบริหารจัดการ ซึ่ง ธปท.ก็จะเข้าไปช่วยตรวจเข้ม โดยเฉพาะการทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว" นางบุษกร กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท.ได้ร่วมกับหลายหน่วยงาน ในการหามาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยได้เน้นธุรกิจด้านการเงินก่อน ก่อนขยายไปธุรกิจสาขาอื่น แต่ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาไทยก็ยังติดปัญหาเรื่องบุคลากรที่ไม่พร้อม

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า คปภ.ให้ความสำคัญและดำเนินมาตรการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้ง พัฒนาระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยได้ส่งหนังสือถึงสมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทยให้ติดตามเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยไซเบอร์ รวมถึงให้รายงาน คปภ.ด้วย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารได้ทยอยแจ้งเตือนลูกค้า 1.2 แสนราย ที่มีความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กข้อมูลเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้ง เพื่อความระวังมากขึ้น และจะสแกนระบบภายในทุกตารางนิ้ว โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับต้น ซึ่งงบการพัฒนาระบบไอที 1 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนด้านความปลอดภัย          ด้านกรณีพนักงานสถานีบริการน้ำมันนำข้อมูลบัตรเดบิตผู้ที่เติมน้ำมันไปใช้ซื้อไอเท็มเกมออนไลน์นั้น ไม่ใช่ปัญหาจากระบบ แต่เป็นการทุจริต (Fraud) มากกว่า

ข่าวอื่นๆ