เปิดคำพิพากษา "ดอกเบี้ยผิดกฎหมาย" ต้องนำมาชำระต้นเงินเท่านั้น!

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 14:43 น.
เปิดคำพิพากษา "ดอกเบี้ยผิดกฎหมาย" ต้องนำมาชำระต้นเงินเท่านั้น!
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์

นายทุนเงินกู้นับแต่นี้ไปหากินลำบาก โดยเฉพาะพวกที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หมายถึงเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะทั้งสิ้น เหมือนกับไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ย คิดได้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดเท่านั้น ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ดังนั้น หากลูกหนี้กู้ยืมเงินจากนายทุนเงินกู้นอกระบบและคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เงินที่ลูกหนี้ชำระไปทั้งหมด ต้องเอาไปหักจากต้นเงินที่กู้ยืม ทำให้หนี้ระงับเร็วขึ้น ที่ผ่านมาศาลฎีกาเคยตัดสินทำนองว่าการชำระหนี้ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหน้าที่ต้องชำระ เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจไม่สามารถนำไปหักจากต้นเงินได้ แต่ปัจจุบันไม่ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จึงนำไปหักจากต้นเงินได้ ตัวอย่างคำพิพากษาแนวเดิมและแนวใหม่ ปรากฏตามตัวอย่างคำพิพากษาข้างล่างนี้

แนวคำพิพากษาแนวเดิม

1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11645/2554

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยสัญญากู้ระบุว่าดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่โจทก์นำสืบว่าขั้นแรกตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ 3 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยชำระมาแล้วเป็นการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย จำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ทั้งยังค้างชำระดอกเบี้ยอีกสามหมื่นบาทเศษ จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้เต็มจำนวนกับดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญานับตั้งแต่วันกู้ ดังนี้เป็นการนำสืบเรื่องรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่ฟ้อง เมื่อได้ความว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ.มาตรา 654 อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5) ทั้งการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94

ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะการที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ.มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืนจึงจะให้นำไปหักดอกเบี้ยตามกฎหมาย หรือหักจากยอดต้นเงินไม่ได้

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2546

การชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจของลูกหนี้เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่อาจนำมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับได้อีก ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วย มาตรา 246, 247

แนวคำพิพากษาปัจจุบัน

อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560

โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยร้อยละ 1.3 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 15.6 ต่อปี ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบ ป.พ.พ.มาตรา 654 มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้ โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์นั้นคืนตาม ป.พ.พ.มาตรา 407 เมื่อดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะเท่ากับสัญญากู้ยืมมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด

นายทุนเงินกู้นอกระบบ หากต้องการปล่อยเงินกู้และคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ต้องไปขออนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล มิฉะนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะทั้งหมด และนอกจากนี้ยังมีความผิดตามพระราชบัญบัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ซึ่งมีโทษจำคุกสองปีและโทษปรับ