ชี้สถาบันการเงินไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลายปัจจัย

วันที่ 13 ธ.ค. 2559 เวลา 21:27 น.
ชี้สถาบันการเงินไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลายปัจจัย
กนง.-กนส.ชี้ระบบสถาบันการเงินไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัยทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยผลการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.)เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการได้ติดตามและประเมินเสถียรภาพระบบการเงินของไทย โดยที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ในระยะต่อไประบบการเงินไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน และเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กระจายตัว จึงต้องติดตามความเปราะบางจากความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่มีแนวโน้มถดถอยลง

ด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จึงต้องติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดของอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร (yield snapback) ต่อต้นทุนการกู้ยืมและการต่ออายุเงินกู้ยืม (roll-over) ของภาคธุรกิจที่ระดมทุนผ่านการกู้ยืมและออกตราสารหนี้ระยะสั้น

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังคงด้อยลง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงและกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในบางภาคส่วน ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มีอุปสงค์ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและมีที่อยู่อาศัยคงค้างที่ยังขายไม่ได้(อุปทาน)ในบางพื้นที่ 

นอกจากนี้ คนมีพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ยังคงเพิ่มขึ้น สะท้อนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกองทุนรวมที่มีลักษณะคล้ายเงินฝากและการออกตราสารที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ(unrated bond) เห็นได้จากพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีการขยายตัวของเงินรับฝากและหุ้นที่ระดมจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง จึงจาเป็นต้องให้ความสำคัญในการเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมายและกระบวนการกำกับดูแลความเสี่ยงให้รัดกุมและสอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงานของสหกรณ์ในระยะต่อไป

สำหรับผู้ลงทุนสถาบันมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ลูกค้าคาดหวัง จึงอาจมีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (underpricing of risk)  อย่างไรก็ดีในส่วนนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง รวมถึงกฎเกณฑ์การเสนอขายและการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่นักลงทุนด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันกำหนดสถานการณ์ที่จำลองภาวะวิกฤต (stress scenario) สำหรับใช้ทดสอบความเข้มแข็งของสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อให้การทดสอบภาวะวิกฤตมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันทั้งระบบมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทั้งธปท. กลต. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ร่วมกันประเมินและติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงและบังคับใช้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการมองว่า ในปัจจุบัน ระบบการเงินไทยโดยรวมมีเสถียรภาพ สถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ตลาดทุนไทยมีความทนทาน (resilience) เพียงพอสามารถรองรับเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมาได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีฐานะการเงินดี ขณะที่ภาคการเงินต่างประเทศมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องและมีฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ระบบการเงินไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ค่อนข้างดี