แบงก์ผวาลูกหนี้ผีแห่ขอกู้

วันที่ 05 ก.ย. 2559 เวลา 13:00 น.
แบงก์ผวาลูกหนี้ผีแห่ขอกู้
ธนาคารพาณิชย์เข้มตรวจสอบลูกค้า หลังพบแก๊งรับจ้างปลอมรายได้เป็นลูกหนี้ผีขอกู้บ้านระบาด

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบแก๊งต้มตุ๋นสร้างหลักฐานเท็จเอกสารเดินบัญชีธนาคาร (สเตทเมนต์) เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางการเงินขอสินเชื่อกับธนาคารระบาดขึ้นมากในทุกสายงาน โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งธนาคารตรวจพบลูกค้าสินเชื่อที่ใช้หลักฐานเท็จดังกล่าวบ้างแล้ว และได้ตรวจสอบเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับแจ้งเตือนธนาคารอื่นๆ ให้ระมัดระวังด้วย

ทั้งนี้ มิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าวเริ่มหาลูกค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กอย่างจริงจัง พฤติกรรมมิจฉาชีพจะสร้างบริษัทปลอม สร้างผู้ถือหุ้นปลอม และนำเงินจำนวนหนึ่งไปหมุนฝากเข้าบัญชีธนาคารในระยะหนึ่งให้ดูมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ โดยผู้ที่ใช้บริการมิจฉาชีพเหล่านี้ ส่วนใหญ่ทำธุรกิจส่วนตัวไม่มีการเดินบัญชีเป็นประจำ หรือผู้ที่รายได้ไม่แน่นอนกลัวว่าจะขอสินเชื่อไม่ผ่าน

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ามีลูกค้าดีบางรายหลงผิดใช้บริการของมิจฉาชีพ แต่เป็นลูกหนี้ที่มีวินัยดีผ่อนชำระตรง ธนาคารก็จะปล่อยไปเพราะถือว่าความเสียหายยังไม่เกิด แต่จะถูกบันทึกเป็นประวัติที่ไม่ดี มีพฤติกรรมไม่สุจริตจากการใช้หลักฐานเท็จ

นอกจากนี้ ยังเห็นขบวนการนายหน้าสร้างดีมานด์เทียมส่วนต่างจากราคาบ้านตามโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ โดยเริ่มรุกเข้ามาในอสังหาริมทรัพย์แบรนด์ใหญ่ในโครงการที่ใกล้ปิดการขาย เหลือ 2-3 หลัง แก๊งนี้จะเข้าไปเจรจาเหมาซื้อและขอส่วนลด ก่อนจะให้บริษัทประเมินราคาทรัพย์ ตีราคาสูงๆ แล้วหาคนมากู้ ซึ่งเมื่อสำเร็จจะได้ส่วนต่างเข้ากระเป๋าแล้วก็หนีไปปล่อยทิ้งเป็นบ้านร้างและหนี้เสีย

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารตรวจสอบพบ จะขึ้นบัญชีดำทั้งบริษัทปลอมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าของชื่อที่ทำสัญญากู้มีความเป็นไปได้ทั้งเป็นมิจฉาชีพ หรือถูกขโมยไอดีมา ซึ่งต้องไปพิสูจน์ทราบในกระบวนการทางกฎหมายว่าผู้กู้เป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่

ด้าน นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขบวนการมิจฉาชีพปลอมสเตทเมนต์อยู่คู่กับการปล่อยสินเชื่อตลอดเวลา ซึ่งธนาคารได้ปรับปรุงระบบการคัดกรองลูกค้า ไม่ดูเอกสารรายได้หรือเดินบัญชีเลย แม้ทำธุรกิจส่วนตัวก็ตาม แต่จะสอบถามรายรับรายจ่ายในปัจจุบันเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริง ธนาคารจึงไม่ได้รับผลกระทบ