กสิกรเข็นกองทุนใหม่เค สมาร์ท เอฟทีดี

วันที่ 13 ก.ค. 2553 เวลา 17:07 น.
บลจ.กสิกรไทย ใจเด็ดออกกองทุนใหม่ “เค สมาร์ท เอฟทีดี” ยอมรับรูปแบบลงทุนเข้าใจยาก แต่ผลตอบแทนดี 3 ปี 3.2-3.4%

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า วันที่ 15-21 ก.ค. นี้ จะเปิดขายกองทุนเปิดเค สมาร์ท เอฟทีดี 3 ปี เอ ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Credit Linked Note) ประเภทเอฟทีดี (First-To-Default) ที่ออกโดยสถาบันการเงินต่างประเทศ 4 แห่ง อายุกองทุนประมาณ 3 ปี และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3.2-3.4%

ทั้งนี้ ผลตอบแทนของกองทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ยของตราสารที่เข้าไปลงทุน ประมาณ 2.3-2.5% และอีกส่วนหนึ่งเป็นค่ารับประกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของพันธบัตรรัฐบาล 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเกาหลีใต้

ดังนั้นความเสี่ยงที่กองทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดไว้ หรือสูญเสียเงินต้นจะมีอยู่ 2 กรณี คือ สถาบันการเงินต่างประเทศ 1 ใน 4 แห่ง ที่เป็นผู้ออกตราสารล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ และการผิดนัดชำระหนี้ของพันธบัตรรัฐบาล 1 ใน 5 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายพัชร กล่าวว่า โอกาสที่สถาบันการเงิน 4 แห่งจะล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้นั้นมีอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากมีฐานะการเงินแข็งแกร่งและได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ A ขึ้นไป ขณะที่เศรษฐกิจของทั้ง 5 ประเทศที่เข้าไปรับประกันความเสี่ยงมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว มีฐานะการคลังที่ดี สัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีต่ำ ยกเว้นญี่ปุ่นที่ภาครัฐมีหนี้สูง แต่ภาคเอกชนแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ทุกประเทศยังมีอันดับความน่าเชื่อถือ A- ขึ้นไป ยกเว้นประเทศไทยที่อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB+

“แม้ว่า กองทุนรูปแบบใหม่นี้จะเข้าใจยาก เพราะค่อนข้างซับซ้อน แต่เมื่อเทียบกับตราสารที่มีอายุและความเสี่ยงใกล้เคียงกันแล้ว กองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น หุ้นกู้บริษัทเอกชนไทย อายุ 3 ปี อันดับความน่าเชื่อถือในประเทศ A ให้ผลตอบแทนหลักหักภาษีเท่ากับ 2.64% เท่านั้น แต่คนขายก็บอกว่า อธิบายยาก เพราะฉะนั้นถ้าขายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาทก็พอใจแล้ว เพราะเราอยากนำเสนอทางเลือกในการออมให้กับลูกค้า” นายพัชร กล่าว

นายพัชร ยังกล่าวอีกว่า เร็วๆ นี้มีแผนที่จะออกกองทุน K-GEMO ซึ่งเป็นกองทุนผสมมีนโยบายลงทุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก

นอกจากนี้ นายพัชร ยังกล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลที่จะปรับกฎเกณฑ์ของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ว่า วิธีที่ดีที่สุด คือ การปรับลดเพดานวงเงินลงทุนสูงสุดจาก 5 แสนบาทในปัจจุบันลงมา เพราะผู้เสียภาษีที่ลงทุน LTF ระหว่าง 4-5 แสนบาท มีอยู่ไม่ถึง 10% แต่ไม่ควรจะปรับลดลงมาทั้งหมด เพราะจะทำให้ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่เสียประโยชน์ และยังเสียโอกาสในการพัฒนาตลาดทุน ที่เป็นวัตถุประสงค์เดิมของกองทุน LTF