ปีหน้าดอกเบี้ยจ่อขยับ0.5%

วันที่ 16 ก.ย. 2557 เวลา 13:09 น.
ปีหน้าดอกเบี้ยจ่อขยับ0.5%
แบงก์คาด ปีหน้า กนง.ขึ้นดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.5% รับเศรษฐกิจ ฟื้นตัวดี

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะเริ่มทยอย ปรับขึ้นในปี 2558 รวมไม่ต่ำกว่า 0.5% หรืออยู่ที่ระหว่าง 0.5-0.75% เนื่องจากปัจจัยทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ตามศักยภาพราว 4-5% และปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยราวครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 0-0.25%

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ คาดการณ์ว่าที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 2% และจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี แม้ว่าจะมีการประชุม กนง. อีก 2 ครั้งก็ตาม

นายเชาว์ ระบุว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยบวกเพิ่มเติม จากนโยบายการคลังที่รัฐบาลประกาศนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และ 2558 รวมทั้งเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับแรงกดดันเงินเฟ้อก็ลดน้อยลงหลังจากราคาน้ำมันยังอ่อนตัว เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศใหญ่มีปัญหา เช่น จีน ดัชนีภาคการผลิตและค้าปลีกชะลอและยุโรปกำลังเผชิญภาวะเงินฝืด ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันน้อยลง

“ในช่วงเวลาปกติศักยภาพเศรษฐกิจไทยโตราว 4-5% และดอกเบี้ยนโยบาย ที่เหมาะสมควรจะเป็น 3-3.5% ซึ่ง ต้องสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐที่ ปกติจะอยู่ที่ 3% ตามระดับเรตติ้ง ประเทศเราที่น้อยกว่า แต่จะขึ้นไปสู่ปกติเมื่อไรก็ต้องรอดูสถานการณ์ด้วย” นายเชาว์ กล่าว

ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ได้ปรับ มุมมองแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจากเดิม ที่คาดว่าจะปรับขึ้นปลายปี 2557 นี้ เนื่องจากปัจจัยได้เปลี่ยนไป เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่มีแรงกดดันแล้ว จากการที่รัฐบาลตรึงราคาสินค้าและพลังงานเพื่อรอแผนปฏิรูปพลังงาน

นอกจากนี้ ปัจจัยภาคต่างประเทศก็ผ่อนคลายจากแนวโน้มเงินไหลออกตามการลดคิวอี แต่ขณะนี้ยังมีเงินทุนไหลเข้าตามกระแสประเทศเกิดใหม่ทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลัง ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลายยังจำเป็นต่อการสนับสนุนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เชื่อว่า กนง.จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าประมาณ 2 ครั้ง จากระดับ 2% เป็น 2.5% โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือศักยภาพในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่จะถูกกดดันจากนโยบาย พลังงานและภาษี