ม.รังสิตชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

วันที่ 24 ก.พ. 2557 เวลา 11:17 น.
ม.รังสิตชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย
ม.รังสิต ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย ประเมินครึ่งปีแรกจีดีพีดีโตสุดแค่0.5% เลวร้ายสุดติดลบ 0.5% ชี้การเมืองกระทบศก.สูญไม่ต่ำกว่า4.9 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบรการวิชาการและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกจะขยายตัวติดลบและแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาสที่2อาจจะคิดลบต่อเนื่อง หรือขยายตัวไม่ถึง1%ทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกมีอัตราการขยายตัวเพียง 0.5 % ถึง ลบ0.5% หรืออาจจะไม่มีการเติบโตเลย   ทั้งนี้ในกรณีที่ดีที่สุดเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง2.5%  เลวร้ายที่สุดขยายตัวติดลบ0.5%

ทั้งนี้การเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมากเป็นผลกระทบจากวิกฤติทางการเมืองเป็นหลัก โดยความเสียหายและผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการลงทุน และค่าเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้วไม่น่าต่ำกว่า 4.9 แสนล้านบาท และกรณีเลวร้ายสุดเกิดสงครามการเมือง เกิดการนองเลือด หรือเกิดรัฐประหาร  ไม่สามารถทำงบประมาณปี 2558 จะสร้างความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวเป็นบวก แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยชะลอตัวลงจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงปัญหาความล่าช้าการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการได้รับเงินล่าช้าของชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นการซำ้เติมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง

นายอนุสรณ์กล่าวว่า รัฐบาลควรจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง จากปัจจุยันที่อยู่ที่ 2.25 % โดยทยอยปรับลดให้อยู่ที่อัตรา 1.5% เพื่อเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนนโยบายการคลังที่ยังมีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาต้องบริหารจัดการการระบายข้าวในสต็อคของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้ได้สภาพคล่องมาชำระหนี้ชาวนา และทำให้เกิดภาระการคลังน้อยที่สุด ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจต่อระบบสถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้หรือชำระเงินให้ชาวนาที่ถือที่ใบประทวน  ทั้งนี้รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการศึกษาทบทวนปัญหาและข้อผิดพลาดจากนโยบายการจำนำข้าว เพื่อนำมาสู่การพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินนโยบายในลักษณะเดิมหรือไม่ พร้อมทั้งเสนอให้มีการปฎิรูปภาคการเกษตรกรรมพร้อมกับการเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์โลก