ประชานิยมสร้างภาระ5.4แสนล้าน

วันที่ 22 ก.ย. 2556 เวลา 12:05 น.
ประชานิยมสร้างภาระ5.4แสนล้าน
กมธ.สภาสูง แฉรัฐบาลยิ่งลักษณ์อัดนโยบายประชานิยม สร้างภาระการคลังประเทศสูง 5.4 แสนล้านบาท

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้เปิดเผยรายงานผลการศึกษา เรื่อง “ความห่วงใยนโยบายประชานิยมต่อหนี้สาธารณะของประเทศ” โดยระบุว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในรอบปีที่ผ่านมา ได้สร้างภาระทางการคลังสูงถึง 544,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว ประกอบด้วย การลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก ทำให้เกิดภาระการคลัง 1.2 หมื่นล้านบาท ภาษีรถยนต์คันแรก 3 หมื่นล้านบาท การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 5.2 หมื่นล้านบาท ลดภาษีน้ำมันดีเซล 9,000 ล้านบาทต่อเดือน การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท สร้างภาระ 1.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 และ 2.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2556

ขณะที่โครงการแจกแท็บเล็ตฟรี สร้างภาระ 1,600 ล้านบาท ในปี 2555 และ 1,200 บาท ในปี 2556 โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร รัฐบาลใช้งบสนับสนุนปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โครงการรับจำนำข้าว 3 แสนล้านบาท หรือ 2.6% ของจีดีพีในปี 2555 โดยภาระการคลังจะเพิ่มขึ้นตามราคาข้าวที่รัฐบาลจะขายได้ และกองทุนพัฒนาสตรี สร้างภาระ 7,700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ถ้าจะใช้นโยบายประชานิยมต้องมีการวางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับและต้องสนับสนุนการบริหารเศรษฐกิจมหภาคด้วย คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยและต้องกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือน

ด้านความเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หลังสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบวาระที่ 3 ไปเมื่อค่ำวันที่ 20 ก.ย.นั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หลังผ่านการพิจารณาในชั้นวุฒิสภา

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 23 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นแกนนำแถลงแผน “การลงทุนเพื่ออนาคต ไทยเข้มแข็ง 2020” เพื่อให้ประชาชนนำไปเปรียบเทียบกับแผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยมั่นใจว่าโครงการสร้างอนาคตไทยเข้มแข็งจะตอบโจทย์ให้กับประเทศไทยได้มากกว่า

วันเดียวกัน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ว่า การที่ฝ่ายค้านจะยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น ก็ไม่ได้หนักใจในข้อกฎหมาย เพราะได้มีการศึกษาเอาไว้ทั้งหมดแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันในแนวทางที่สำคัญ คือมั่นใจว่าในท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายต่างๆ จะมองเห็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สว.ชลบุรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า จะมีการนำร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาได้ในวันที่ 30 ก.ย.นี้