เป็นไปตามคาด

วันที่ 21 ส.ค. 2556 เวลา 22:01 น.
เป็นไปตามคาด
 โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ / https://www.facebook.com/VI.Kitichai

ถ้าท่านผู้อ่านติดตามบทความผมอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าผมได้คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 น่าจะแย่เอาการ แล้วตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์ ปรากฏว่าไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับ Analyst Consensus ที่ 3.6% น้อยไป 0.8% ทีเดียว

องค์กรต่างๆ ก็มีการปรับการคาดการณ์จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยลง บางหน่วยงานก็มีการปรับการคาดการณ์ไปแล้ว เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ลดการคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 4.2% ส่วน สศช.เองก็ปรับการคาดการณ์จากเดิม 4.2-5.2% เหลือเพียง 3.8-4.3% เท่านั้น

ศูนย์วิจัยของธนาคารกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ก็ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีเป็น 4% ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนผมอาศัยมวยวัดโดยคอยสังเกตตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตัวเลขส่งออกและจากการสอบถามเพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจหลากหลายประเภทดู

กอปรกับโปรโมชันของบริษัทห้างร้านต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์จากปีที่แล้วไม่มีการจัดโปรโมชันอะไรเลย ปีนี้กลับมีโปรโมชันออกมามาก จนผู้ที่จะซื้อรถปีนี้ถึงแม้จะไม่ได้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรกแล้วก็ตาม แต่สิทธิประโยชน์ที่บริษัทรถยนต์ให้เกือบเทียบเท่าสิทธิดังกล่าวเลยทีเดียว หรือการไปทดลองขับ โดยไม่มีข้อแม้ว่าจะต้องจองซื้อรถยนต์ก็ได้บัตรกำนัลมูลค่าเกือบพันบาท สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์น่าจะซบเซาลงมากและยอดการยกเลิกการจองรถยนต์ในโครงการรถคันแรกก็มีค่อนข้างสูง คาดว่ายอดขายรถยนต์ครึ่งปีหลังยังแย่อีก

นอกจากนั้นตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยเราหลายประเทศก็ยังไม่ค่อยดี เช่น จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของไทย ก็มีปัญหาเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศยุโรปเศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว

แม้กระทั่งเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียเองก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย โดยเฉพาะประเทศหลังนี้ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่เพิ่งจะประกาศออกมาโตเพียง 5.81% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ ในรอบหลายปีตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งหลาย รวมทั้งตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลถึง 9,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 2 ปีนี้จาก 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสแรก ทำให้ค่าเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินเอเชียส่วนใหญ่ก็อ่อนตัวลง

เงินบาทเราก็มีแนวโน้มอ่อนค่ามาหลายเดือนแล้วเช่นกัน จากตัวเลขส่งออกที่โตน้อยมากและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้าเปรียบเทียบจีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้กับไตรมาสแรก ก็หดตัวลงไป 1.7% QOQ จากการหดตัวของการส่งออกกับภาคครัวเรือนที่ลดการจับจ่ายใช้สอยลงโดยขยายตัวเพียง 2.4% YOY จาก 4.4% ในไตรมาสแรก สาเหตุหลักๆ ก็คงมาจากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ลดลงต่อเนื่อง ความต้องการรถยนต์ของปีนี้ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ปีที่แล้ว นอกจากนั้นยังทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ผู้คนจึงมีเงินเหลือจับจ่ายใช้สอยลดลง เพราะว่าส่วนหนึ่งต้องมีภาระในการผ่อนชำระรถยนต์ การจับจ่ายของภาครัฐเองก็มีไม่มากนัก

ส่วนหนึ่งก็มาจากงบโครงการป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ที่ศาลปกครองสั่งให้ทำ EIA และ HIA ก่อน จึงทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการนี้ชะงักไป กอปรกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็น|ตัวจักรกลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และปีถัดๆ ไป ก็ยังไม่แน่ว่าจะคลอดออกมาหรือเปล่า หรือคลอดออกมาจะถูกทำแท้งโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากการที่กลุ่ม 40 สว. จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังมีเรื่องวุฒิสภาที่จะกลายเป็นสภาผังเมืองหรือไม่ จากการที่มีการผลักดันให้วุฒิสภาชิกมาจากการเลือกตั้งและจะมีวุฒิสมาชิกที่กำลังจะหมดสมาชิกภาพจำนวนหนึ่ง

แล้วยังมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งคงจะทำให้การเมืองทั้งในสภาและนอกสภาคงจะปั่นป่วนน่าดู และปัจจัยภายนอก|ที่สำคัญที่ต้องจับตา คือ การประชุมของเฟด (FED) ในเดือน ก.ย.นี้ ว่าจะมีการลดเม็ดเงินของมาตรการคิวอี (QE) ว่าจะลดลงไหม ถ้าลดจะลดเท่าไร ถ้าเฟดลดจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เป็น 6-6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน คาดว่าตลาดจะมีผลกระทบไม่มากนัก เพราะว่าตลาดหุ้นได้ซึมซับข่าวนี้ไปพอสมควรแล้ว

 แต่ถ้าลดมากกว่านี้ก็คงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกลงไปได้อีก ส่วนตลาดหุ้นไทยที่ผมแนะนำให้ขายในรอบที่ขึ้นมาเร็วๆ นี้ แล้วแนะว่าอย่าเพิ่งซื้อ ในที่สุดเราก็ได้เห็น Set Index ตกลงมาต่ำกว่า 1,400 จุดตามที่ผมทำนายไว้ ผมคิดว่าที่ระดับ 1,338-1,352 จุด น่าจะเป็นแนวรับที่สำคัญในรอบนี้ คงจะพยุง Set Index ได้สักช่วงหนึ่ง เพื่อจะดูข่าวสารที่จะมากระทบตลาด ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญ เราคงได้เห็น Set Index ที่ต่ำกว่า 1,300 จุดเป็นแน่ ช่วงนี้ต้องระมัดระวังในการลงทุนและติดตามข่าวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองอย่างใกล้ชิดนะครับ

บทความแนะนำ