มาร์คค้านกู้2.2ล้านล้านเลี่ยงระบบงบฯ

วันที่ 11 มี.ค. 2556 เวลา 16:20 น.
มาร์คค้านกู้2.2ล้านล้านเลี่ยงระบบงบฯ
"มาร์ค" นำทีม ปชป. ดูนิทรรศการ2.2 ล้านล้าน  ค้านกู้เงินเลี่ยงกระบวนการงบประมาณสร้างปัญหาไม่โปร่งใส ลั่นหากเป็นรัฐบาลทำโครงการได้ไม่ต้องกู้เงิน  ​ 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อม​นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรค และคณะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าชมนิทรรศการไทยแลนด์ 2020ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม รอให้การต้อนรับพร้อมกับนำชมนิทรรศการตลอดงาน โดยใช้เวลาในการเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวประมาณ 30 นาที

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  การนำเสนอการลงทุนของรัฐบาลเป็นการสานต่อแผนงานเดิมที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วางแผนไว้ เช่นรถไฟรางคู่ ระยะที่ 2 และการปรับปรุงระบบรางโดยรวม บวกกับเส้นทางใหม่เช่นเด่นชัย มุกดาหาร นครพนม ทั้งหมดนี้อยู่ในแผนเดิม มีรถไฟความเร็วสูงที่เพิ่มเข้ามา แต่มีความต่างในความคิดคือทางพรรคเห็นว่าควรจะไปหนองคาย และเชื่อมไปที่มาเลเซียก่อน แต่รัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจหยิบที่โคราชและหัวหิน ซึ่งตนเองเห็นว่าเป็นการเสียโอกาสในการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงของจีน ที่ทำจากลาวมาชายแดนไทย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นห่วงคือการหาเงินมาทำโครงการเพราะไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เนื่องจาก แผนที่กำหนดจะใช้เงินปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท สามารถบริหารจัดการระบบงบประมาณได้โดยตัดโครงการที่ไม่จำเป็น ลดการรั่วไหลจากการทุจริต แต่ถ้ามุ่งไปสู่การกู้เงินก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงตามระบบงบประมาณ ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการประเมินสถานะการเงินการคลัง และความโปร่งใสด้วย

ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ยกเว้นระเบียบระเบียบการจัดซื้อการจัดจ้าง และใช้วิธีพิเศษแทน เช่น การออกพ.ร.ก. กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท รัฐบาลก็จัดนิทรรศการเช่นนี้ แต่สุดท้ายการดำเนินการก็ไม่มีความชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้บริหารงานต่อ สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์ว่ารัฐบาลจะต้องไปทบทวนโครงการที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสมมุติฐานหลายอย่างของรัฐบาลก็ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เช่นระบุว่าการจำนำข้าวจะไม่ขาดทุนหลังปี 2556 ก็ไม่ทราบว่าสมมุติฐานการคลังคืออะไร เพราะในปีแรกขาดทุนไปแล้ว 2 แสนล้านบาท หากทำต่อเนื่องก็จะขาดทุนทุกปีปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท