ไอเอ็มเอฟมั่นใจศก.ไทยโต5-6%

วันที่ 12 ก.ค. 2555 เวลา 19:24 น.
ไอเอ็มเอฟมั่นใจศก.ไทยโต5-6%
ไอเอ็มเอฟเชื่อมั่นแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียเติบโตได้ดี คาดปีนี้ไทยโต 5-6% ชมธปท.ดำเนินนโยบายการเงินได้ดี

นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า จากการเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และได้รับทราบข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไทยเมื่อเช้านี้ ไอเอ็มเอฟยังมองแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็นบวก เพราะจากปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจโตติดลบแต่ก็กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปีนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของไทยและนโยบายที่เกื้อกูลของรัฐบาล ในระยะข้างหน้าที่จะมีกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถด้วยการลงทุนในภูมิภาคต่างqนอกกรุงเทพน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งขยายตัวได้ในระดับที่ดี

“ปีนี้เรายังมองว่าเศรษฐกิจไทยว่าน่าจะโตได้ที่ระดับ 5-6% ส่วนในภูมิภาคเอเซียแม้จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปที่ชะลอลงเยอะ และสร้างผลกระทบต่อภูมิภาคนี้บ้าง แต่คิดว่าในส่วนของจีนและอินเดียที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่น่าจะยังเติบโตได้ กระทบไม่มาก”นางคริสตินกล่าว

นางคริสติน กล่าวว่า สำหรับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลเข้าภูมิภาคนี้ จากการที่สหรัฐฯและยุโรปมีปัญหานั้น มองว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไอเอ็มเอฟยังเห็นว่าเงินทุนมีการไหลเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็น่าเห็นใจประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาเรื่องนี้ แต่ปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดกับภูมิภาคเอเซียเท่านั้น แต่ยังเกิดกับประเทศลาตินอเมริกาด้วย เช่น บราซิล โดยมันกระทบค่าเงิน ทำให้ประเทศต่างๆนำมาตรการนโยบายการเงินและมาตราการที่มีการผสมผสานต่างๆมาใช้ และในเรื่องนี้ไอเอ็มเอฟกำลังศึกษาอยู่ว่ามาตรการต่างๆได้ผลอย่างไรบ้าง คาดว่าจะเปิดเผยผลการศึกษาได้ภายในเดือนก.ค.ปีนี้

“ส่วนปัญหาที่มีการมองกันว่า ยุโรปมีปัญหาอาจจะทำให้ธนาคารลดการปล่อยกู้ในภูมิภาคนี้ลงนั้น ฉันมองว่าการปล่อยสินเชื่อถึงจะลดลงบ้าง แต่ถ้าดูจากปริมาณเงินที่ปล่อยกู้ก็ไม่ได้ลดลงมาก และธนาคารในเอเซียเองก็มีการเข้ามาปล่อยกู้ทดแทนด้วยการเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดแทนกันได้“นางคริสติน

นางคริสติน กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา แต่ในสถานการณ์ขณะนี้ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเซียยังมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน เช่น ไทย ธนาคารแห่งประเทสไทยมีการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มแข็ง และในทางเทคนิคระดับอัตราดอกเบี้ยก็ยังมีสถานะที่จะปรับใช้ได้ แต่จะใช้แค่ไหนคงอยู่ที่การตัดสินใจของธนาคารกลางแต่ละแห่ง