เอ็กโกทุ่มพันล้านเดินหน้าแผนลงทุน 5 ปี

วันที่ 04 มี.ค. 2553 เวลา 17:09 น.
เอ็กโกวางแผนลงทุน5ปี 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ เพิ่มสัดส่วนลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

นายวินิจ แตงน้อย   กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ผลิตไฟฟ้า  (เอ็กโก กรุ๊ป ) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2553-2557 ) กำหนดเงินลงทุนไว้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท  เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตฟ้าอีก 1,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีอยู่  4,252  เมกะวัตต์   โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนระหว่างในประเทศกับต่างประเทศอยู่ที่ 70 ต่อ 30  จากปัจจุบันอยู่ที่ 90 ต่อ 10

สำหรับการลงทุนในปี 2553  เตรียมเงินลงทุนขั้นต่ำไว้ 6,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากภายในประเทศ (วีเอสพีพี)  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรื่องสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 55 เมกะวัตต์  ที่จ.ลพบุรีและโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่จ.นครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ 

นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน  ได้แก่ การร่วมทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม  คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือนเม.ย. นี้   ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ในประเทศลาว จะสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในปลายเดือนมี.ค.หรือต้นเดือนเม.ย. 2553   และมีแผนที่จะซื้อหุ้นเพิ่มจากกลุ่มอิตาเลียนไทย เพื่อทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มจาก 25% เป็น  35%  

“ภาพรวมการลงทุนกิจการไฟฟ้ายังมีอัตราการเติบโตที่ดี  โดยจะลดสัดส่วนการลงทุนในประเทศภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  แต่จะหันไปลงทุนในโรงไฟฟ้าอาเซียนมากขึ้น    ซึ่งการตัดสินใจลงทุนแต่ละโครงการต้องมีความรอบคอบ เพราะเงื่อนไขสัญญาตลอดจนกฎหมายในแต่ละประเทศ มีความเสี่ยงอยู่   โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ตกลงไว้จะต้องทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน” นายวินิจ กล่าว

นางพิกุล   ศรีศาสตรา   รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายการเงินและบริการองค์กร  เอ็กโก กรุ๊ป  กล่าวถึง ผลการดำเนินงานในปี 2552 มีกำไรสุทธิ  7,936  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,009  ล้านบาท  เมื่อเทียบกับปี 2551    โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงาน 6 เดือนหลังของปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 2.75 บาท     ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวม 6.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,590  ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 8%   เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา