ธอส.เล็งรื้อเกณฑ์กู้บ้านหลังแรก

วันที่ 27 ก.พ. 2555 เวลา 18:10 น.
ธอส.เล็งรื้อเกณฑ์กู้บ้านหลังแรก
ธอส.เล็งหารือคลังรื้อเกณฑ์ปล่อยกู้บ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท หลังคนไม่สนเข้าโครงการ

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค. นี้  ธอส.เตรียมหารือกระทรวงการคลัง ถึงการปรับเงื่อนไขโครงการปล่อยกู้บ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% นาน  3 ปี  เพราะภายหลังเริ่มโครงการตั้งแต่ปลายเดือนต.ค. 2554 ถึงปัจจุบัน ปรากฎว่ามีได้รับอนุมัติสินเชื่อเพียง 2,000 ล้านบาท จากวงเงินปล่อยกู้ที่เตรียมไว้  2 หมื่นล้านบาท

เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นหลังน้ำท่วม เนื่องจากคนยังลังเลเรื่องการซื้อบ้าน ประกอบกับข้อจำกัดของราคาบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งต่ำเกินไปและส่วนใหญ่อยู่ในทำเลที่ถูกน้ำท่วม

สำหรับการนำส่งเงินค่าธรรมเนียมตามนโยบายรัฐบาลในอัตรา 0.47% ของฐานเงินฝากรวมกับตั๋วแลกเงิน (บี/อี) และหุ้นกู้ ซึ่งคิดเป็นเงิน 2,700 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะไม่กระทบต่อฐานะของธนาคาร เพราะจะนำมาผลกำไรที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ซึ่งปีนี้คาดว่า ธอส.จะมีกำไร 7,000 ล้านบาท และจากภาระต้นทุนดังกล่าว ธอส.ยืนยันจะไม่ผลักภาระให้กับลูกค้าเงินกู้และเงินฝาก

ด้านผลดำเนินงานปี 2554 ธนาคารมีผลกำไรสุทธิจำนวน 6,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.96% เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่มีกำไรสุทธิ 6,354 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม 7.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.96% มียอดเงินฝากรวม 5.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.87% สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้น 1.47 แสนบัญชี เป็นเงิน 1.04 แสนล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้าง 6.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.72% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด จำนวน  4.77  หมื่นล้านบาท คิดเป็น 7.12% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 2,398 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.78% ขณะที่ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) คงเหลือจำนวน 3,617 ล้านบาทลดลงถึง 44.08%  พร้อมกันนี้ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม  1.19 แสนบัญชี คิดเป็นเงินต้นกว่า  7.04 หมื่นล้านบาท

นายวรวิทย์ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การดำเนินงาน ปี 2555 ว่า ธนาคารจะมุ่งเน้นขยายฐานตลาดสินเชื่อเพื่อรักษาแชมป์ผู้นำสินเชื่อที่อยู่อาศัย ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันสูง ไปยังกลุ่มลูกค้าหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ด้วยกลยุทธ์  Customer Centric คือการเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด 

"ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2555 หลังน้ำท่วมใหญ่  ส่งผลให้ความนิยมซื้อคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนห้องชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขต กทม. และปริมณฑล รวม 3.4 หมื่นหน่วย แต่ในส่วนของมูลค่าการ โอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2554 ลดลง 20% จากปี 2553 เหลือประมาณ 3.15 แสนล้านบาท จากยอดรวมในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 3.92 แสนล้านบาท ซึ่งที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทุกประเภทรวมกันของปี 2554 ลดลง 24 % จากประมาณ 1.07 แสนหน่วย ในปี 2553 เหลือประมาณ 8.15 หมื่นหน่วย"นายวรวิทย์กล่าว