กองทุนบัวหลวงเร่งนักลงทุนซื้อSSF

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 19:58 น.
กองทุนบัวหลวงเร่งนักลงทุนซื้อSSF
กองทุนบัวหลวงย้ำผู้ลงทุนให้คว้าโอกาสสุดท้ายกับ SSF พิเศษ ภายใน 30 มิ.ย. นี้

กองทุนบัวหลวงเน้นย้ำผู้ลงทุนให้คว้าโอกาสช่วงโค้งสุดท้ายของการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSF พิเศษ) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีวงเงินลงทุนพิเศษสูงสุด 200,000 บาท (แยกจากวงเงินปกติ) ชู 2 ทางเลือก 2 สไตล์ กับกองทุน BEQSSF ลงทุนหุ้นไทยมากกว่า 80% ไม่มีปันผลระหว่างทาง และกองทุน BM70SSF ลงทุนหุ้นไทย 65-70% พร้อมโอกาสรับเงินปันผล ซึ่งทั้ง 2 กองทุนได้รับความไว้วางใจสูงในลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม ด้วยยอดสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 1,000 ล้านบาท

นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Business Distribution บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายนนี้ เป็นโค้งสุดท้ายของการลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการออมในวงเงินพิเศษ (SSF พิเศษ) เพื่อโอกาสเติบโตกับหุ้นไทยในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ พร้อมรับสิทธิประโยช์ทางภาษีเพิ่มเติมสูงสุด 200,000 บาท หากผู้ลงทุนมีเงินพร้อม ใจพร้อม ก็ควรคว้าโอกาสดีๆ นี้ไว้ โดยกองทุนบัวหลวง มีกองทุนที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมนี้ได้ 2 กองทุน 2 สไตล์ ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นไทยเพื่อการออม (BEQSSF) และกองทุนผสมบัวหลวง 70/30 เพื่อการออม (BM70SSF)

กองทุน BEQSSF และ กองทุน BM70SSF จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2563 กองทุน BEQSSF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 648 ล้านบาท ขณะที่กองทุน BM70SSF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 445 ล้านบาท หรือรวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้ง 2 กองทุนมากกว่า 1,093 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนบัวหลวงขอขอบพระคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจด้วยดีเสมอมา ขณะเดียวกันทีมงานของเราทุกคนก็พร้อมดูแลเงินลงทุนของทุกท่าน สอดคล้องกับคำขวัญขององค์กร คือ “เป็นมิตรแท้ตลอดเส้นทางลงทุน”

“ถ้าเชื่อมั่นว่า 10 ปีต่อจากนี้ประเทศไทยจะพัฒนาต่อไป เศรษฐกิจก็ควรเติบโต ธุรกิจควรมีกำไร การลงทุนในหุ้นไทยย่อมคาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีได้ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษเพิ่มเติมจากการลงทุน SSF ปกติ โดยสามารถลงทุนได้สูงสุด 200,000 บาท (ไม่ขึ้นอยู่กับรายได้) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นี้ หากมีเงินลงทุนพร้อม ก็ไม่ควรพลาดโอกาสดีๆ นี้ไป โดยถ้าต้องการโอกาสให้ผลตอบแทนเติบโตอย่างเต็มที่ พร้อมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นมากหน่อย ก็เลือก BEQSSF หรือถ้าอยากรับความเสี่ยงน้อยลงอีกนิด มีโอกาสรับผลตอบแทนระหว่างทาง BM70SSF ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ” นายวศิน กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน BEQSSF มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารทุนนอกเหนือจากที่กล่าวมา โดยจะไม่ลงทุนในต่างประเทศ และ ไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล ส่วนกองทุน BM70SSF มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย 65-70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ส่วนที่เหลือสามารถลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทางการเงิน เงินฝากและสินทรัพย์ทางเลือกได้ ทำให้ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นน้อยลง รวมทั้งมีนโยบายจ่ายเงินปันผล ซึ่งผู้ที่เคยมีประสบการณ์ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มาแล้ว สามารถลงทุนกับ 2 กองทุนนี้ได้

สำหรับ กองทุน BEQSSF และ BM70SSF ยังมีจุดเด่นพิเศษ คือ หากลงทุนภายในวันนี้ - 30 มิถุนายน 2563 นี้ ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีวงเงินเพิ่มเติมสูงสุด 200,000 บาท และหลังจากนั้น หากลงทุนผ่าน 2 กองทุนนี้ ก็จะนำไปนับอยู่ในวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษี กองทุน SSF ปกติ