ลุ้นระทึกมาตรการลดหย่อนภาษีกองทุนหุ้นLTFใหม่

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 07:42 น.

ลุ้นระทึกมาตรการลดหย่อนภาษีกองทุนหุ้นLTFใหม่

เป็นที่แน่นอนว่า มาตรการลดหย่อนภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะปิดตัวลงในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 โดยกระทรวงการคลังจะไม่ขยายมาตการหักลดหย่อยภาษีนี้ต่อไป หลังจากใช้มาตรการนี้มาตั้งแต่ปี 2551 หรือ เป็นเวลา 12 ปี

มาตรการลดหย่อนภาษี LTF ในเบื้องต้นให้นำรายจ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนกองทุน LTF ได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่มาเกิน 3 แสนบาทโดยต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 รอบบัญชี เพราะการนับปีปฏิทินตามกฎหมายของกรมสรรพากรทำให้มีช่องซื้อหน่วยลงทุนปลายปีแรก และขายต้นปีที่ 5 ซึ่งในความเป็นจริงเท่ากับถือหน่วยลงทุนแค่ 3 ปี ก็ถือว่าทำตามเงื่อนไขแล้ว

ในภายหลังได้มีการแก้ไขมาตรการหักลดหย่อนภาษี LTF หลายครั้งตั้งแต่มีการเพิ่มวงเงินซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ หรือไม่เกิน 5 แสนบาท มีการขยายเวลามาตรการมาต่อเนื่องหลายครั้งและมีการปรับเกณฑ์การถือหน่วยลงทุน LTF จาก 5 รอบปีบัญชี เป็น 7 รอบปีบัญชีเพื่อให้มีการถือหน่วยลงทุน LTF เป็นระยะเวลา 5 ปีเต็มตามเป้าหมายของกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง

ในช่วงเวลากว่า 10 ปี ของมาตรการลดหย่อนภาษี LTF ถือว่าทำหน้าที่ได้ประสบความสำเร็จเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้มีการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมาตรการนี้ก็ถูกมองว่าเป็นการเอื้อให้กับคนรวยมากกว่าคนรายได้น้อย เป็นมาตรการที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีความชัดเจนที่จะไม่ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี LTF ต่อไป รวมทั้งก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการภาษีที่สนับสนุนคนรวยสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนได้พยายามเสนอให้รัฐบาลลดหย่อนภาษีหุ้นกองทุนใหม่ที่จะตั้งขึ้นมารับไม้ต่อจากกองทุน LTF ที่มีจำนวนหลายแสนล้านบาท

แต่ทว่า กระทรวงการคลังก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องดังกล่าวโดยนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาเปิดเผยล่าสุดว่ากองทุน LTF จะจบสิ้นในปี 2562 นี้อย่างแน่นอนส่วนกองทุนใหม่ที่จะตั้งขึ้นมารับไม้ต่อจากกองทุน LTF จะรูปล่างหน้าตาเป็นอย่างไรอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งต้องตอบโจทย์ได้ว่าเป็นการส่งเสริมพัฒนาตลาดทุนในระยะยาวและต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ระบุว่า ขณะนี้ สศค.กำลังศึกษารูปแบบของกองทุน LTF แบบใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งมีหลายรูปแบบ คาดว่าจะเสนอให้ให้พิจารณาเร็วๆ โดยข้อเสนอแนะการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ของประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เป็นหนึ่งที่ สศค. ต้องนำมาพิจารณาด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การตั้งกองทุน LTF ใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนที่มีรมว.คลัง เป็น ประธาน ซึ่งกรมสรรพากรเป็นหนึ่งเสียงในคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนที่จะต้องให้ความเห็นวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอของ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้  ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายอุตตม ว่า ได้เสนอแนวทางในการจัดตั้งกองทุน SEF เพื่อทดแทนกองทุน LTF ที่จะหมดอายุสิ้นปี 2562 ซึ่งกองทุน SEF จะตอบโจทย์การสนับสนุนการลงทุนของประเทศสำหรับหลักการด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ลงทุนในกองทุน SEF คือ การช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยมีการเสนอให้ผู้ที่มีรายได้สูงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลงจากเดิมครึ่งหนึ่งคือ เดิมจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท ลดเหลือ 2.5 แสนบาท

ส่วนผู้ลงทุนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางเดิมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เกิน 15% ของรายได้ จะเพิ่มเป็น 30% โดยเงื่อนไขการลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนเป็นเวลส 7 ปีปฏิทิน

นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางการลงทุนของกองทุน SEFเบื้องต้น 65% จะต้องลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน มีธรรมาภิบาล และอีกส่วนหนึ่งจะต้องลงทุนในกองทุนที่รองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ให้สามารถไปลงทุนอะไรก็ได้

จากข้อเสนอของสภาตลาดทุน ถือว่ามีเหตุมีผล ทั้งในแง่ของการลดหย่อนภาษีที่ได้น้อยลงและให้คนรายได้น้อยลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงแนวทางการลงทุนของ SEF ที่จะเป็นการพัฒนาทุนระยะยาวให้เสถียรภาพและธรรมภิบาลส่วนจะได้ตามที่เสนอไปหรือไม่ ยังต้องลุ้นกันต่อไปเพราะว่าการลดหย่อนภาษีให้คนมีรายได้มากเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองของรัฐบาลยิ่งรัฐบาลไม่สามารถลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดา 10% ตามที่หาเสียงไว้ และกลับมาลดภาษีให้กับนักลงทุนที่มีรายได้มากก็จะทำให้รัฐบาลถูกโจมตีจนติดเข้ามุม

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการลดหย่อยภาษีจากกองทุนหุ้นแบบใหม่สุดท้ายต้องคลอดออกมา ซึ่งแน่นอนการลดหย่อนภาษีย่อมได้น้อยกว่าจากกองทุน LTF และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้น้อยกว่ากองทุน SEF ที่สภาธุรกิจตลาดทุนเสนอมาเพื่อให้รัฐบาลสามารถตอบสังคมได้ว่า ไม่เป็นการเอื้อคนรวยเล่นหุ้นแต่เป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนตลาดหุ้นในระยาวให้กับนักลงทุนทุกคน  

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ