โค้งท้ายปีแล้ว เช็คกองทุน LTF กันหน่อยดีไหม

วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 18:45 น.
โค้งท้ายปีแล้ว เช็คกองทุน LTF กันหน่อยดีไหม
โดย...พูลศรี เจริญ

ปฏิทินปี 2562 เปิดมาถึงหน้าที่ 10 หรือ เดือนตุลาคมแล้ว เรียกได้ว่าเหน็ดเหนื่อยกันถ้วนหน้ากับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดหุ้นก็ซบเซา

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ผลตอบแทนสะสมก็ลดลง ที่สำคัญ หลาย ๆกองทุนซึ่งเคยเป็นดาวเด่นติด 10 อันแรกที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ก็พบว่าหลายกองทุนไม่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ด้วยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน LTF เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในหุ้น รัฐบาลจึงได้สร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธินำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้นเราต้องลงทุนให้ได้ตามเงื่อนไข คือ 7 ปีปฏิทิน

จากข้อมูลบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน LTF ย้อนหลัง 5 ปี ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 4.32% ต่อปี (ดูตารางประกอบ 10 อันดับกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด )

 

สำหรับเพื่อนมนุษย์เงินเดือนที่เช็คแล้วว่ากองทุนLTF ที่ท่านถืออยู่ผลตอบแทนลดลงอย่างน่าใจหาย สามารถสับเปลี่ยนกองทุน LTF ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำธุรกรรมแบบถูกเงื่อนไข

ทั้งนี้ การสับเปลี่ยนกองทุนภายในบลจ.เดียวกันส่วนใหญ่ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนการสับเปลี่ยนกองทุนจากบลจ.หนึ่งไปยังอีก บลจ.หนึ่ง อาจถูกเก็บค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนกองทุน

คำแนะนำจาก ธนันต์พร จรรย์โกมล นักวางแผนการเงิน CFP ฝ่ายธุรกิจบริหารทรัพย์ กลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน (Switching) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นหรือช่วยลดความเสี่ยงที่ท่านจะพลาดเป้าหมายการลงทุน อย่างไรก็ตามการสับเปลี่ยนการลงทุนไม่ควรจะเกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างทุกๆ 1 เดือน หรือ 3 เดือน เนื่องจากกองทุนประเภทนี้ควรลงทุนระยะยาว

สำหรับใครที่ซื้อกองทุน LTF ช่วงปลายปี หรือซื้อแบบจังหวะตลาด สถานการณ์ตลาดหุ้นขณะนี้น่าสนใจลงทุนหรือไม่ "วิวัฒน์ เตชะพูลผล" รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยจากนี้จนถึงสิ้นปี 2562 ดัชนีหุ้นไทยจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนไปถึงเป้าหมายปลายปีที่ 1,680 จุดได้ เนื่องจากความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นเริ่มมีจำกัด หลังจากที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนติดกัน

เหตุผลสนับสนุนที่ตลาดหุ้นไตรมาส 4 จะปรับขึ้น เนื่องจากเริ่มมีสภาพคล่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสำคัญๆ ไหลเข้าสู่ระบบ รวมถึงยังเป็นช่วงที่จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากที่สุดด้วย

หากวิเคราะห์ถึงปริมาณเงินที่จะเข้ามาลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ "วิวัฒน์" คาดว่าจะลดลงจากปีก่อน ๆ โดยประเมินว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากไตรมาส 4/2561 ที่มีเม็ดเงินเข้ามาประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท และไตรมาส 4/2560 ที่มีเม็ดเงินเข้ามา 5.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เพราะนักลงทุนเป็นกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจในระยาว ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนระหว่างการลงทุนในช่วง 7 ปีปฏิทินของกองทุน LTF และการลงทุนในระยะยาวของ RMF ได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้นักลงทุนอาจตัดสินใจแบ่งเงินเข้ามาลงทุนใน LTF และ RMF ในสัดส่วนที่น้อยลง และหันไปใช้วิธีอื่นในการช่วยลดหย่อนภาษีแทน