อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ เปิดเกมรุกในไทย

วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 06:00 น.
อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ เปิดเกมรุกในไทย
เตรียมออก 3 กองทุนใหม่ ลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก กองทุนหุ้นจีน A Share และกองทุนเพื่อการเกษียณ

หลังจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) ในกลุ่มอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ (ASI) บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก ประกาศแต่งตั้งนายโรเบิร์ต เพนนาโลซา ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อสิ้นเดือนเม.ย.2562 ที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวพร้อมแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายโรเบิร์ต ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่มอเบอร์ดีน มาเป็นเวลานานกว่า 22 ปี โดยเริ่มจากตำแหน่งผู้จัดการกองทุนตราสารทุนในประเทศสิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาประเทศไทยเพื่อนั่งเก้าอี้ตัวเดิม (ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ) เขาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านตราสารทุนของประเทศออสเตรเลีย ด้วยประสบการณ์ที่กว้างขวางในอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนในประเทศไทย

นายโรเบิร์ต ถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจให้กับกลุ่มอเบอร์ดีนในประเทศไทยในช่วงปี 2544-2552 จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุน ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในยุคนั้นเขาได้สร้างทีมงานและบุกเบิกธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าวให้กับอเบอร์ดีนประเทศไทย

การคัมแบ็กประเทศไทยครั้งนี้ นายโรเบิร์ต กล่าวว่าแผนกลยุทธ์รุกตลาดลงทุนไทย จะนำรูปแบบการลงทุนมาตรฐานระดับสากลโลกมาผสมผสานและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุน

โดยในครึ่งแรกของปี 2562 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท สามารถเติบโตได้กว่า 5.3% เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานเดือนธันวาคม ปี 2561 ที่ผ่านมา แม้ว่าสภาวะตลาดในปัจจุบันจะยังมีความผันผวนและไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากผลกระทบจากปัจจัยของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน

ด้วยความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ในการรุกตลาดลงทุน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

1.การนำเอาแนวทางการลงทุนตามมาตรฐานระดับสากลโลกมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนไทย โดยในปัจจุบันนี้กฎเกณฑ์ด้านการลงทุนผ่อนคลายขึ้น อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ มองเห็นว่าเป็นโอกาสใหม่ๆที่บริษัทจัดการกองทุนต่างชาติที่มีสาขาในประเทศไทยจะสามารถรุกตลาดด้านการลงทุนได้ครอบคลุมมากขึ้น

"ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่รายที่มีบริษัทแม่เป็นบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2545 เรายังคงมั่นใจในการผสมผสานเอาความรู้เชิงลึกในแต่ละภูมิภาคและแนวทางทางการลงทุนตามมาตรฐานระดับสากลในหลากหลายสินทรัพย์มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนไทยและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางสภาวะตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง"

2. การพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมกองทุนเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและเข้าถึงง่ายให้แก่ผู้ลงทุน โดยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและเติบโตด้านเทคโนโลยีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการแข่งขันและผลักดันในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในธุรกิจกองทุนรวมและธนาคารพาณิชย์มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ จึงปรับแผนกลยุทธ์ให้มุ่งเน้นหลักการ “Client First” ด้วยการทุ่มงบประมาณในการพัฒนาธุรกรรมออนไลน์ eAvenue จากเดิมให้ง่าย ทันสมัยเป็นสากล และมีรูปลักษณ์สวยงามมากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายตอบโจทย์ความต้องการการทำธุรกรรมออนไลน์ให้แก่ผู้ลงทุน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดตัวให้ได้ใช้บริการประมาณต้นปี 2563 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จับมือร่วมกันกับทางตลาดหลักทรัพย์ในการพัฒนาโครงการ Capital Market Digital Gateway ให้สามารถทำธุรกรรมกองทุนออนไลน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มช่องทางการขายหน่วยลงทุนอันจะสร้างความสะดวกสบายและเข้าถึงง่ายให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์และศักยภาพด้านการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น

3. ผสมผสานแนวทางการลงทุนแบบ ESG สู่อุตสาหกรรมการลงทุนไทย นายโรเบิร์ต กล่าวเสริมว่า " ที่อเบอร์ดีน แสตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ เราเห็นคุณค่าและยึดมั่นแนวทางการลงทุนแบบ ESG มาตลอด ซึ่งปัจจุบัน ตลาดลงทุนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนแบบ ESG มากขึ้น จนนับได้ว่าเป็นกระแสที่น่าจับตามองในขณะนี้ การลงทุนแบบ ESG นับเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของกลยุทธ์บริษัททั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกของเรา

และยังคงเป็นส่วนสำคัญในทุกกระบวนการลงทุนที่เรานำมาตรฐานสากลและทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ESG มาช่วยเสริมศักยภาพในการคัดสรรผลิตภัณฑ์สู่ตลาดลงทุนไทย เราเชื่อว่า การผสมผสานแนวทางการลงทุนแบบ ESG ที่คำนึงถึงการเติบโตของผลกำไรบริษัทควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ธรรมาภิบาล จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปผู้ลงทุนไปสู่ความสำเร็จและมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนของคุณจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว”

นอกจากนี้ อเบอร์ดีน แสตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกันระหว่าง 32 พันธมิตรทางการเงิน ในการร่วมปณิธานพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนแบบ ESG สู่ตลาดลงทุนไทย ซึ่งจัดขึ้นโดย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อเดือนส.ค. 2562 ที่ผ่านมา

นายโรเบิร์ต คาดว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของบริษัทในปี 62 จะเติบโตได้ดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดยในปีที่แล้วภาพรวมมีอัตราเติบโต 6.6-7 % ทั้งนี้ ปัจจุบัน อเบอร์ดีนฯ มีเอยูเอ็มที่ 5.4 หมื่นล้านบาท และมุ่งออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งอเบอร์ดีนฯมีสัดส่วนรายย่อย 75% อีก 25% เป็นลูกค้าสถาบัน "ในเร็วๆนี้ เตรียมออก 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ กองทุน Fixed Maturity Product ที่ลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก กองทุนหุ้นจีน A Share และกองทุนเพื่อการเกษียณ แต่ไม่ใช่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยเชื่อว่าจะเป็นกองทุนที่มีความต้องการจากลูกค้า เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก"

นายโรเบิร์ต มีมุมมองต่อการลงทุนว่า ท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ ยังเชื่อมันว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ด้วยกันจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

การเมืองก็เริ่มเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากการที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีความพยายามในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางโครงการต่าง ๆ ที่รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 ต่อปี ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยหนุนที่สนับสนุนให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทยน่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลกระทบจากความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนจากนักลงทุนทั่วโลกอาจมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อมองด้านการส่งออก หลายๆ บริษัทกำลังมองหาประเทศทางเลือกเพื่อย้ายฐานการผลิตในการช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้า ซึ่งคาดว่าจะยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเร็วๆ นี้

ดังนั้น เชื่อว่าประเทศไทย จะยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่รองรับการย้ายฐานการผลิตในภูมิภาค เพราะเรามีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่การผลิต อย่างไรก็ตาม การที่หลายบริษัทย้ายมาไทยมากเกินไป ไทยอาจเป็นเป้าหมายในการขึ้นภาษีเนื่องจากดุลการค้าที่สูงได้ในระยะยาว

นายพงศ์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุน-ตราสารหนี้ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ประเทศไทย คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จาก 2.25% ลงมาอีก 0.50% หรือครั้งละ 0.25% จากที่ตลาดคาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย ฉะนั้นต้องพยายามผลักดันนโยบายที่ทำให้กลับมาได้อีกครั้ง

 

ขณะที่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4/62 มาที่ 1.25% เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.5% ซึ่งโอกาสจะเติบโตได้ถึง 3% เป็นไปได้น้อยมาก รวมทั้งแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อยังน่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย รวมทั้ง ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นเหตุผลหลักที่สนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้ง

ทั้งนี้ หากเฟดปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งหรือไม่ปรับลดลง ก็เชื่อว่า กนง.คงจะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป แต่หากเฟดปรับลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนและทำให้เงินบาทแข็งค่า ก็มีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ย ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่เงินบาทแข็งค่าไม่ใช่จากเงินทุนไหลเข้า เพราะตั้งแต่ต้นปีไหลออกแม้ว่าจะไม่มาก แต่เนื่องจากมีการนำเข้าน้อยกว่าการส่งออก ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก

"ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น 1-5 ปีมีผลตอบแทนดีกว่าหรือใกล้เคียงผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว 10 ปี เพราะมีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ 15% หลังการซื้อขาย 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีการลงทุนพันธบัตรระยะยาวเพื่อล็อกผลตอบแทน และซัพพลายไม่พอ เพราะกระทรวงคลังไม่ได้ออกพันธบัตรในช่วงนี้ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายปี 63 ยังไม่ออกมา"นายพงศ์ธาริน กล่าว