1 เล่ม 1 บทเรียนเปลี่ยนชีวิต

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

1 เล่ม 1 บทเรียนเปลี่ยนชีวิต

โดย...จักรพงษ์ เมษพันธ์ุ

ผมเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะแนวไหน อย่างไร อ่านได้หมด ทั้งการพัฒนาตนเอง การเงิน จิตวิทยา การตลาด การเมือง กีฬา หนังสือเด็ก นิยายไทย นิยายฝรั่ง รวมไปถึงกำลังภายใน และอื่นๆ

นอกจากชอบอ่านแล้ว ผมยังชอบที่จะทำงานกับหนังสืออีกด้วย ทั้งงานเขียน งานแปล และงานบรรยาย เรียกได้ว่า เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตผม มีหนังสือเป็นเพื่อนเสมอ

ไม่เพียงแต่อ่านเองรู้เอง เพราะโดยปกติผมมักจะแบ่งปันนิสัยรักการอ่านไปยังคนรอบๆ ตัวด้วย นัยว่าพูดคุยเรื่องอะไร ก็มักจะหยิบยกคำเด็ดๆ ประโยคดีๆ แล้วเลยพานไปถึงชวนให้อ่าน ด้วยความรู้สึกปรารถนาดี โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับหนังสือที่แนะนำแต่อย่างใด (เว้นแต่หนังสือที่เขียนหรือแปลเอง…555)

อย่างไรก็ดี ความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ “แม้จะอ่านหนังสือจบแล้ว อ่านได้เยอะ แต่หากไม่ได้เรียนรู้ และนำไปใช้กับตัวเองได้ ก็ถือได้ว่ายังไม่ได้อ่านนั่นแหละ” และยิ่งอ่านเยอะอ่านแยะ แต่ไม่ได้เอาไปใช้เลย อันนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออก เพราะมันก็เหมือนกับยังไม่ได้อ่านอยู่ดี (รู้แล้วไม่ทำ = ยังไม่รู้)

ครั้งหนึ่งผมไปบรรยายที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จำได้ว่าขณะที่รถรับรองผมวิ่งผ่านแยกก่อนเข้าสู่ตัวเมือง จะมีป้ายขนาดใหญ่อันหนึ่ง แสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ พร้อมข้อความที่ท่านเคยตรัสพระราชทานให้ไว้ เป็นตัวหนังสือขนาดใหญ่ เขียนไว้ว่า

“หนังสือเปลี่ยนชีวิตคนเราได้”

อ่านแล้วรู้สึกเลยว่าจริงนะครับ เพียงแค่ทุกครั้งที่ท่านอ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ก็ให้ลองสรุปบทเรียนที่ได้จากหนังสือทั้งเล่ม เอาแค่เรื่องเดียว บทเรียนเดียวก็พอ ที่คิดว่า “ชอบ”​ เน้นว่าชอบ เพราะเมื่อชอบ จะได้อยากเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อได้บทเรียนแล้วก็นำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องลองนำไปทำจนเกิดผลจริงๆ ด้วย ไม่ใช่ทำแค่ไม่กี่ครั้ง ไม่กี่วันก็เลิก อันนี้ยิ่งเสียเวลากันไปใหญ่

ยกตัวอย่าง หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก เพราะเป็นพื้นฐานการเงินง่ายๆ นั่นคือ “เศรษฐีชี้ทางรวย” หรือ The Richest Man in Babylon เล่มหนึ่งราคาประมาณ 100 บาท แต่อ่านแล้วเปลี่ยนแปลงอนาคตและเป็นจุดเริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงินของผมได้อย่างง่ายๆ

บทเรียนที่ได้ตั้งแต่อ่านครั้ง​แรกก็คือ “เก็บออมหนึ่งในสิบของเงินที่หามาได้ (10%)” อ่านจบผมก็เริ่มเลย เงินเดือนเดือนถัดไปกันไว้ 10% สิ้นเดือนเอาไปฝากธนาคาร

ทำอยู่ได้ 3 เดือน เริ่มไม่เหลือฝาก ผ่านไป 2 เดือนก็แล้ว 3 เดือนก็แล้ว เงินก็มีอยู่แค่ 3 เดือนแรกที่ยังฟิตอยู่นั่นแหละ แถมยังแอบคุยทับกับตัวเองไว้ด้วยว่า ขาดส่งเข้าบัญชี 3 เดือน ไม่เป็นไร เดี๋ยวโบนัสออก โปะทีเดียวก็เรียบร้อย

แล้วก็เรียบร้อยจริงๆ ไม่ได้ฝากเพิ่มไม่เท่าไร ถอนเงิน 3 เดือนแรกออกมากินฉลองสิ้นปีด้วยนี่สิ … 555

ผ่านไปค่อนปี ไม่มีเงินเหลือเลย เอาใหม่ คราวนี้ “หักก่อนใช้จ่าย” บ้าง คราวนี้เปิดแต่บัญชี ไม่ทำเอทีเอ็มด้วย จะได้ถอนยากๆ

คราวนี้ดูดีกว่าครั้งก่อน เพราะหักก่อนใช้ เช่น ได้เงินเดือน 3 หมื่น หักก่อนเลย 3,000 เอาไปฝากธนาคารไว้ วิธีนี้ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมาก เพราะเงินเดือนออกวันไหน ก็กันเงินฝากสำหรับอนาคตมันเลยวันนั้น

ผ่านไป 6 เดือน ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง (ที่เลว) เริ่มรู้สึกช้าได้ Late ได้ เงินออกวันนี้ ไว้ไปเข้าธนาคารพรุ่งนี้ก็ได้ มะรืนก็ได้ อาทิตย์หน้าก็ได้ สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม คือใช้จนหมดไม่ได้ฝาก

ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ 6 เดือนที่เก็บได้ก็แค่ร่วม 2 หมื่น พออยากได้โน่นอยากได้นี่เข้าก็ถอนไปใช้ เลยรู้ว่าการไม่มีเอทีเอ็มมิได้ป้องกันตัวเองจากการถอนเงินมาใช้แต่อย่างใด

สุดท้ายมาสรุปกับตัวเอง ถ้า 10% มันเหลือบ่ากว่าแรงนัก (เพราะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสำหรับผมตอนนั้นมันเป็นมากกว่า “นิสัย” (ยกระดับสู่สันดานโดยสมบูรณ์)) ก็เริ่มแค่ 5% ก่อน แล้วด้วยนิสัยที่ไม่ดี กันเงินเองไม่ได้ มีเงินอยู่ต้องใช้ ไม่รู้เป็นอะไร ก็เลยตัดสินใจเปิดบัญชีกองทุนรวม (ตอนนั้นลงกองตราสารหนี้) ให้ธนาคารหักเงินเดือน 5% ไปลงทุนให้เลยหลังวันเงินเดือนออก 1 วัน

พูดให้ง่ายเข้า คือ ทำให้มันอัตโนมัติเสียเลย จะได้ไม่ต้องควบคุมใจอันติดกิเลสของตน ใช้หลักง่ายๆ ว่า “เงินที่มองไม่เห็น คือ เงินที่ไม่ได้ใช้” ตั้งแต่นั้นมาเลยง่าย ทำให้พอมีเงินเก็บ เงินออมกับเขาบ้าง

นี่เป็นหนึ่งในการประยุกต์ใช้บทเรียนจากหนังสือ กับชีวิตประจำวันของผม

คุณผู้อ่านเองก็เหมือนกันนะครับ ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจบ อย่าให้มันเป็นเพียงอีกหนึ่งเล่มที่อ่านจบไป แต่ขอให้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปในทางที่ดีได้ตลอดกาล อย่างน้อยก็อีก 1 มิติในชีวิต

แค่ 1 Book 1 Lesson สำหรับหนอนหนังสือทุกท่าน รับรองได้ว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมากมาย

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ