ตายแล้วเงินไปไหน

วันที่ 04 ต.ค. 2560 เวลา 21:06 น.
ตายแล้วเงินไปไหน
โดย...ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

เมื่อเกิดเหตุเสียชีวิตแล้ว กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตตกทอดไปสู่ทายาท ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยพินัยกรรมที่เจ้ามรดกมีเจตนามอบให้ หรือทายาทโดยธรรมตามที่กฎหมายกำหนดลำดับชั้นไว้

ทรัพย์สินการเงินแต่ละแบบมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน อย่างในกรณีของเงินฝาก กองทุนรวม และหุ้นนั้นสามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปิดบัญชี แล้วนำเงินมารวมไว้ในกองมรดกก่อนแบ่งสันปันส่วน แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ คนที่เป็นบุตรหรือญาติพี่น้องจะสามารถเข้าไปอ้างต่อสถาบันการเงินให้ดำเนินการปิดบัญชีได้หรือยกให้เป็นของตนเองได้ เนื่องจากจะต้องอ้างอิงหลักฐานว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดำเนินการดังกล่าว

โดยกฎหมายแล้ว ผู้ที่จะติดต่อขอปิดบัญชีได้คือ “ผู้จัดการมรดก” ตามที่พินัยกรรมจะระบุชื่อไว้ แต่หากไม่มีพินัยกรรมหรือมีแต่ไม่ได้ระบุชื่อ ทายาทจะต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นจึงให้ผู้จัดการมรดกติดต่อสถาบันการเงินเพื่อปิดบัญชีต่อไป

กองทุนที่มีเงื่อนไขการถือครองอย่าง LTF และ RMF นั้นก็สามารถขายคืนได้โดยไม่ถือว่าผิดเงื่อนไข เนื่องจากเป็นการขายในกรณีผู้ถือหน่วยลงทุนถึงแก่กรรม แต่กองทุนที่ระบุเวลาหรือเงื่อนไขการขายคืนอื่นๆ ที่จัดว่าเป็นกองทุนปิด เช่น กองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดระยะเวลา หรือกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ (Trigger Fund) นั้น ต้องรอครบตามเงื่อนไขก่อน จึงจะขายหน่วยลงทุนได้

ประเด็นปลีกย่อยในกรณีนี้คือ หากทายาทเป็นผู้เยาว์ (ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) แล้วได้รับมรดกเป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯผู้จัดการมรดกสามารถขอให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ออกเป็น “ใบหุ้น” เพื่อให้ผู้เยาว์ถือครองไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายเป็นเงินสดออกมา เมื่อผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้วก็ไปเปิดบัญชีหลักทรัพย์ เพื่อถือครองหุ้นดังกล่าวในบัญชีตนเองต่อไป

แต่กองทุนรวมนั้นผู้จัดการมรดกไม่สามารถขอให้ออกเป็นเอกสารเหมือนใบหุ้นได้ และด้วยเหตุที่ทายาทผู้เยาว์ไม่สามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมไว้รองรับ ดังนั้นจึงมักต้องขายกองทุนรวมนั้นออกไป

ทรัพย์สินบางประเภทมีลักษณะเป็น “เสมือน” พินัยกรรม กล่าวคือเงื่อนไขของทรัพย์สินได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้แล้ว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกรมธรรม์ประกันชีวิต ในกรณีที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือผู้เอาประกันเสียชีวิต เงินดังกล่าวไม่ต้องตกเข้าสู่กองมรดกเหมือนทรัพย์สินทั่วไป

กรณีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ให้ผู้รับผลประโยชน์ดำเนินการติดต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนที่ดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ทั้งนี้ หากสมาชิกไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ กฎหมายกำหนดให้จัดแบ่งเงินออกเป็นส่วน โดยบุตรได้รับสองส่วน คู่สมรสหนึ่งส่วน และบิดามารดาได้รับหนึ่งส่วน เช่น หากมีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ 1 ล้านบาท จะเป็นการแบ่งให้บุตรรวมกัน 5 แสนบาท คู่สมรส 2.5 แสนบาท และบิดามารดารวมกัน 2.5 แสนบาท

หากมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป บุตรก็จะได้รับสามส่วน ขณะที่คู่สมรสและบิดามารดาได้รับคนละหนึ่งส่วน ดังนั้นบุตรได้รับรวม 6 แสนบาท ขณะที่คู่สมรสและบิดามารดาได้รับฝ่ายละ 2 แสนบาท เป็นต้น

สำหรับเงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ให้ผู้รับประโยชน์ไปติดต่อกับบริษัทประกันเพื่อขอรับค่าสินไหมได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการให้ และเงินค่าสินไหมนี้ไม่ถือเป็นทรัพย์สินในกองมรดก เว้นแต่ว่าผู้รับประโยชน์เสียชีวิตไปก่อนและไม่ได้มีการแก้ไขชื่อผู้รับประโยชน์ เงินดังกล่าวจะไปตกอยู่ในกองมรดก

กรณีที่มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้จัดการมรดกนำหลักฐานต่างๆ อาทิ โฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิ พินัยกรรม ใบมรณบัตร เป็นต้น ไปติดต่อสำนักงานที่ดิน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นคือ ค่าจดทะเบียนโอนมรดกร้อยละ 2 ของราคาประเมิน แต่หากเป็นการโอนระหว่างเจ้าของทรัพย์กับผู้สืบสันดาน (ส่วนใหญ่คือกรณีพ่อแม่กับลูก) หรือระหว่างคู่สมรสกำหนดค่าธรรมเนียมที่ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน

สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้ที่ไม่มีหลักประกันนั้น การเสียชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดภาระหนี้ในทันที เนื่องจากเจ้าหนี้สามารถเรียกร้องให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทนำเงินในกองมรดกมาจ่ายคืนหนี้ได้

โดยสรุปแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดคือการทำพินัยกรรมไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของทายาท ผมไม่อยากให้มองว่าการทำพินัยกรรมเป็นการแช่งตัวเอง แต่เป็นการวางแผนการเงินที่รอบคอบมากกว่าครับ