แนะคปภ.ปรับเกณฑ์เงินกองทุน

  • วันที่ 16 ส.ค. 2559 เวลา 22:40 น.

แนะคปภ.ปรับเกณฑ์เงินกองทุน

“ชัย” วอน คปภ.ยึดสถานการณ์ ปรับเกณฑ์เงินกองทุนสอดคล้องต่างประเทศ

นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะนำเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (อาร์บีซี) ระยะที่ 2 มาใช้ โดยมีการกำหนดค่าความเชื่อมั่นและค่าการตั้งสำรองความเสี่ยงจากการลงทุน (ริคส์ชาร์ด) ในอัตราที่สูง ก็ควรมีการปรับลดในส่วนของค่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (คาร์ เรโช) ให้ลดลงเหลือ 100% หรือ 120% จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 140%

“ในต่างประเทศส่วนใหญ่เขาใช้คาร์ เรโช อยู่ประมาณ 100% หรือ 120% ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งการที่ไทยใช้ 140% เพราะตอนนั้นเพิ่งเริ่มมีเกณฑ์และเงื่อนไขดูแลธุรกิจประกัน ทำให้หลายอย่างยังไม่นิ่ง จึงต้องตั้งเกณฑ์สูงไว้ก่อน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจจะลดลงมาบ้างไม่ใช่คิดเกณฑ์สูงทุกอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยอยู่ระหว่างหากับ คปภ.” นายชัย กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากที่ คปภ.ได้ให้บริษัทประกันภัยทุกแห่งทดสอบเกณฑ์อาร์บีซี ระยะที่ 2 ซึ่งมี 3 ระดับ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นนั้น พบว่า ในระดับที่ 1 ค่าความเชื่อมั่น 95% คิดริคส์ชาร์ดการลงทุนในหุ้นที่ 35% บริษัทจะมีคาร์ เรโช อยู่ที่ 158% แต่ถ้าเป็นระดับที่ 2 ค่าความเชื่อมั่น 97.5% คิดริคส์ชาร์ดการลงทุนในหุ้นที่ 45% บริษัทจะมีคาร์ เรโช ลดลงมาอยู่ที่ 142%

สำหรับระดับที่ 3 ค่าความเชื่อมั่น 99.5% คิดริคส์ชาร์ดการลงทุนในหุ้นเพิ่มเป็น 50% บริษัทจะมีคาร์ เรโช ลดลงมาอยู่ที่ 130%

“ถ้าวัดตามเกณฑ์อาร์บีซีระยะที่ 1 หรือเกณฑ์ขั้นต่ำปัจจุบันที่ 140% ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาเรายังอยู่สูงถึง 212% แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่า เราลงทุนในหุ้นเยอะ คปภ.ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ดังนั้นอาร์บีซีระยะที่ 2 จึงมีการคิดริคส์ชาร์ดหุ้นให้สูงขึ้นจากเดิม 16% ในระยะที่ 1 เป็น 35-50% ขณะที่ตราสารโภคภัณฑ์ก็คิดสูงถึง 55%” นายชัย กล่าว

นางศรีจิตรา ประโมจนีย์ เลขานุการบริษัท กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 234 ล้านบาท หรือ43% เนื่องมาจากกำไรจากการรับประกันภัย 510 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 284 ล้านบาท หรือ 125% และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64 ล้านบาท หรือ 98% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการรับประกันภัย และหากเป็นงวดครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 1,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,154 ล้านบาท

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ