ทิพยฯเผยปี55เบี้ยรับเฉียด 2.2 หมื่นล้านบาท

วันที่ 14 มี.ค. 2556 เวลา 17:12 น.
ทิพยฯเผยปี55เบี้ยรับเฉียด 2.2 หมื่นล้านบาท
“ทิพยประกันภัย” โชว์ผลงานปี 55 เบี้ยประกันภัยรับรวมเฉียด 2.2 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 45%

นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2555 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 21,522.55 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันภัยรับปี 2554 เพิ่มขึ้นกว่า 45.11%

ทั้งนี้ แยกเป็นเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน 1,788.18 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 396.73 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรถยนต์ 4,722.67 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 6,297.53 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด 8,317.44 ล้านบาท

"จากรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 264.63 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.88บาท บริษัทมีสินทรัพย์รวม 54,733.78 ล้านบาท หนี้สินรวม 51,142.02 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 3,591.76 ล้านบาท" นายสมพร กล่าว

นายสมพร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 55 ที่ผ่านมายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในปี 2555 บริษัทฯได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับไว้ที่ 30% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท โดยยึดกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้ารายย่อยด้วยการเพิ่มตัวแทนจำหน่าย เพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

“ผลการดำเนินงานของทิพยประกันภัย ในปี 55 นับว่า ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หลังจากปลายปี 54 บริษัทฯ ต้องประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้บริษัทต้องชดเชยค่าสินไหมแก่ผู้เอาประกันเป็นจำนวนมาก” นายสมพรกล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2556 นั้น นายสมพร กล่าวว่า ทิพยประกันภัยตั้งเป้าอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับไว้ไม่ต่ำกว่า 15% โดยจะมุ่งเน้นแผนการขยายตลาดรายย่อยอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับและสนองความต้องการของลูกค้า  การเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ ให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากแผนงานการขยายตัวแล้ว บริษัทฯยังคงคำนึงถึงแผนบริการสินไหมเพื่อรองรับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งในส่วนของสินไหมรถยนต์ และสินไหมทั่วไป ซึ่งต้องเน้นความรวดเร็วทั้งในการเข้าถึงลูกค้าและการจ่ายสินไหม และต้องปิดจ่ายสินไหมอย่างเป็นธรรมด้วย