"สยามซิตี้"ลั่น3ปีเบี้ยรวมแตะ1,750ล้าน

วันที่ 12 ก.พ. 2556 เวลา 17:36 น.
"สยามซิตี้"ลั่น3ปีเบี้ยรวมแตะ1,750ล้าน
โดย...วารุณี อินวันนา

ปี 2556 ถือเป็นปีแรกที่บริษัทสยามซิตี้ประกันภัย สามารถกำหนดนโยบายทางธุรกิจได้ชัดเจนและจะเป็นเชิงรุกครั้งแรก หลังจากได้กลุ่ม”พานิชชีวะ”มาถือหุ้นสัดส่วน 95% แทนธนาคารธนชาต โดยในปี 2559 ตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 1,750 ล้านบาท จากปี 2555 ที่มีเบี้ยรับรวม 650 ล้านบาท

ทั้งนี้ ณัฐดนัย อินทรสุขศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามซิตี้ประกันภัย กล่าวว่า นับจากนี้ต่อไป การทำงานจะเปลี่ยนใหม่ไปเป็นเชิงรุก จากอดีตที่ตั้งรับโดยตลอดเพราะผู้ถือหุ้นเดิมไม่ต้องการให้ขยาย

ผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาทำอะไรบ้าง?

กลุ่มพานิชชีวะ เข้ามาทำการเพิ่มทุนเป็น 300 ล้านบาท จากเดิม 40 ล้านบาท เมื่อเดือนส.ค.2554 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการที่จะทำธุรกิจประกันภัยจริงๆ ซึ่งพอเพิ่มทุนปั๊บ ก็รับน้ำท่วมใหญ่เลย และจดทะเบียนเป็น มหาชน เมื่อเดือนธ.ค.2555

ผู้ถือหุ้นใหม่ของเรา มีการถือหุ้นในบริษัทกรุงไทยพานิชประกันภัย บริษัทไทยศรีประกันภัย ด้วย ซึ่งผู้ถือหุ้นแจ้งว่ายังไม่มีนโยบายที่จะนำ 3 บริษัทเข้ามาควบรวมกัน เพราะทั้ง 3 บริษัทมีลักษณะงาน และ กลุ่มลูกค้าต่างกัน ส่วนไทยศรีประกันภัย ถนัดเรื่องประกันรถยนต์ ที่ขายผ่านนายหน้า ตัวแทน และถนัดงานลูกค้ารายใหญ่ และ กรุงไทยพานิช ตลาดของเขาจะผ่านธนาคารกรุงไทย นอกจากนี้ กลุ่มพานิชชีวะ ต้องการให้เราทำธุรกิจเชิงรุก โตไปในสายงานที่เราถนัด และปีนี้ได้ทำแผน 3 ปีออกมา

ปี 2556 ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2555 ที่มีเบี้ยรับรวม 650 ล้านบาท ปี 2557 เป็น 1,000 ล้านบาท ปี 2558 เป็น 1,300 ล้านบาท และปี 2559 จะเพิ่มเป็น 1,750 ล้านบาท โครงสร้างเบี้ยการรับประกันภัยจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันที่มีเบี้ยรถยนต์ 10% ในปี 2559 จะเพิ่มเป็น 30% เบี้ยประกันภัยประเภทอื่นๆ จะอยู่ที่ 70% จากปัจจุบัน 90%

แผนรองรับการขยายธุรกิจเชิงรุก?

การเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 300 ล้านบาท ซึ่งปิดบัญชีสิ้นปี เรามีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายที่ 300% จากที่ลดลงช่วงไตรมาส 3 ของปี เพราะเงินสำรองที่ตั้งไว้ถูกตีกลับมาเป็นรายได้ และมีกำไรก่อนสอบทานประมาณ 53 ล้านบาท

นอกจากนี้ เรามีเงินลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้เราฝากธนาคารทั้งจำนวน ทำให้สภาพคล่องของเราสูง พร้อมที่จะขยายธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า 

ขณะนี้ เราดึงบุคลากรระดับหัวกระทิจากบริษัทคู่แข่งขันเข้ามาร่วมทีม เพื่อวางระบบการทำงาน และ ระบบการให้บริการ ซึ่งจะเน้นขยายฐานลูกค้ารายย่อยเป็นหลักตามความถนัด ในงานรับประกันภัยรถยนต์ งานรับประกลุ่มนักเรียน และงานพัฒนาช่องทางการขายผ่านตัวแทนและนายหน้า ซึ่งมีทีมงานรวมกันประมาณ 40 คนที่เข้ามาใหม่หมด ถือว่าทีมใหม่และคนใหม่ที่เข้ามา สามารถชดเชยทีมเก่าที่ลาออกไปร่วมงานกับบริษัทอื่น

สำหรับ ตลาดประกันกลุ่มนักเรียน ที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักในตลาดต่างจังหวัด เราอยากได้ทั้ง 1,000 ล้านบาท หรือ 100% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งปีนี้จะให้บริการเต็มรูปแบบกับตัวแทนที่ขายประกันกลุ่มนักเรียนที่มีอยู่ประมาณ 100 คน

นอกจากนี้ ปี 2556 นี้ จะมีการเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง รวมเป็น 12 แห่ง และกระจายอำนาจไปสู่สาขาเป็นปีแรก ให้อำนาจสาขา ออกกรมธรรม์ และ อนุมัติสินไหมทดแทนได้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว

ราคากลางค่ารักษาเพิ่มขึ้นกระทบแน่?

กระทบกับประกันกลุ่มนักเรียนแน่นอน เพราะให้ความคุ้มครองค่ารักษาที่เกิดจากการเจ็บป่วย และ จากอุบัติเหตุ ซึ่งที่ผ่านมาค่าสินไหมทดแทนที่เราจ่ายอยู่ประมาณ 70% แต่ตอบไม่ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เพราะรายละเอียดกว่า 2,000 รายการ ที่กระทรวงสาธารณสุขจะทำการปรับราคา ซึ่งเราต้องมาดูว่ารายการใหนที่เกี่ยวข้องกับเรา ตอบได้เพียงว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งในการทำธุรกิจ เราจะต้องบวกต้นทุนนี้เพิ่มเข้าไปด้วย ขอเวลาศึกษาก่อน

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เรายังไม่มีการขึ้นราคาเบี้ยประกันกลุ่มนักเรียน ยังขายในราคาเดิม ซึ่งแตกต่างกันไปตามวัย และ ตามแต่โรงเรียนต้องการ

สิ่งที่เราต้องทำ คือ การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน เช่น คุมค่านายหน้า และหากรายได้ด้านการลงทุนเข้ามาชดเชย โดยจะมีการมองหาการลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติม จากเดิมที่ฝากเงินอย่างเดียว

กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่น่าจะมีโอกาส?

ประกันกลุ่มนักเรียนที่เราเป็นเบอร์ 1 ในแง่ของธุรกิจประกันภัย โดยมีเบี้ย 500 ล้านบาท จากทั้งหมด 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะพยายามรุกตลาดนี้ให้มากขึ้น เพราะชื่อบริษัทติดตลาดแล้ว ขยายฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ให้มากขึ้น

จะใช้ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล(พีเอ) ออกมาเป็นชุดๆ หรือ ซีรี่ส ตามลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งวันที่ 1 ก.พ.นี้ เราจะเริ่มขายประกันพีเอ ราคา 199 บาท คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 แสนบาท และ พิการถาวร หรือ ทุพพลภาพถาวร 5 หมื่นบาท ค่าปลงศพ 1 หมื่นบาท โดยจะไม่คุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์

จะขายทั่วประเทศ ไม่มีพื้นที่ยกเว้น ถือว่าราคาถูกมาก ถูกกว่าประกันอุบัติเหตุเอื้ออาทรที่ออกมาก่อนหน้านี้ เราเป็นบริษัทแรกที่ทำ บริษัทขนาดใหญ่ยังไม่ทำ เพราะตัวแทนไม่ขายเนื่องจากได้ค่านายหน้าไม่คุ้ม

ส่วนค่านายหน้า ให้ตามที่กฎหมายกำหนด คือ 18% แต่เนื่องจากกรมธรรม์นี้ไม่ได้ขายผ่านตัวแทน แต่จะขายผ่านชุมชนต่างๆ และไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถซื้อความคุ้มครองได้

นอกจากนี้ จะมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามศาสนาอิสลาม เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่มีความหลากหลาย

ทำไมหันมาทำประกันรถยนต์?

ผู้ถือหุ้นใหม่เขาไฟเขียวให้เราทำได้ จากเดิมผู้ถือหุ้นไม่ให้ทำ ซึ่งมีโอกาสเพราะจากการที่เราเป็นเจ้าตลาดประกันกลุ่มนักเรียน ที่มีครู และ ผู้ปกครอง มีรถขับ เราเข้าไปตลาดนี้ได้ เพราะเขารู้จักเราอยู่แล้ว

ขณะนี้ เราจะไม่ทำตลาดประกันภัยรถใหม่ป้ายแดง เพราะต้นทุนสูง แต่จะทำตลาดรถเก่า ซึ่งกลุ่มครู และ ผู้ปกครองนักเรียน ถือว่าความเสี่ยงต่ำ เพราะเช้าก็ขับมาโรงเรียน เย็นก็กลับบ้าน ตอนนี้อยู่ระหว่างการคิดโครงการพิเศษสำหรับลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้

แนวคิดในการเจาะตลาดนี้ คือ เบี้ยถูกกว่า คุ้มครองมากกว่า ภายใต้การวิจัยตลาด วิจัยต้นทุน เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม โดยปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยรถยนต์ไว้ที่ 150 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 80 ล้านบาท ซึ่งเราอยู่ระหว่างลงทุนระบบการให้บริการเคลมสินไหมทดแทน

การเตรียมพร้อมรับ AEC?

เราเตรียมการ แต่ยังไม่ออกไป รอดูบริษัทอื่นเข้าไปก่อน ว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนที่บริษัทประกันภัยต่างชาติจะเข้ามา ไม่กลัว เพราะไทยมีความเชี่ยวชาญด้านตัวแทน และ สาขา ขยายตลาดลูกค้ารายย่อย แต่ต่างชาติจะถนัดขายประกันลูกค้าองค์กร ช่วงนี้เตรียมกำลังคน ปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ณัฐดนัย ต้องการที่จะให้บริษัทเป็น บูทีค อินชัวรันส์ ที่เน้นให้บริการลูกค้ารายย่อย สามารถออกแบบประกันให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้ได้ใกล้เคียงที่สุด