posttoday

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ ในขณะที่เฟดพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ย

14 มีนาคม 2565

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.50 ในสัปดาห์นี้ โดยสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีความไม่แน่นอนสูง

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.50 ในสัปดาห์นี้ โดยสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีความไม่แน่นอนสูง และต้องติดตามสถานการณ์รายวันอย่างใกล้ชิด โดยรัสเซียยังคงบุกยูเครนต่อเนื่อง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาในรอบถัดไป

ด้านเฟดเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ และจะมีการเปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจ รวมถึง Dot Plot ที่จะแสดงคาดการณ์ของสมาชิกเฟดต่อการขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง 7.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี รวมทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากการแบนน้ำมันรัสเซีย ส่งแรงกดดันต่อเฟดต่อเนื่อง

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 7-11 มีนาคม 2022 เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยและตลาดหุ้นไทย กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ท่ามกลางความกังวลต่อ Stagflation เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง จากการที่สหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดาประกาศระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย และความไม่แน่นอนจากสงครามยูเครนรัสเซียที่การเจรจาระดับสูงครั้งแรกล้มเหลว โดยรัสเซียยังคงยืนยันจะบุกยูเครนจนกว่าจะได้ตามข้อเรียกร้อง ในขณะที่ยูเครนยืนยันจะไม่ยอมเสียพื้นที่ยูเครนใดๆให้กับรัสเซีย ด้านรัฐบาลไทยเตรียมแผนประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป และงดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาสำหรับการผลิตไฟฟ้า

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในฝั่งแข็งค่า เนื่องด้วยแรงสนับสนุนจากความกังวลต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่พุ่งสูงขึ้น 7.9%YoY สูงที่สุดในรอบ 40 ปีตามคาด จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 7.5%YoY โดยกว่าครึ่งมาจากราคาพลังงานที่สะท้อนในค่าขนส่งที่แพงขึ้น ในขณะที่เฟดยืนยันการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้

ด้านค่าเงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แม้อีซีบีเร่งปรับลดคิวอีเร็วกว่าคาดและระบุพร้อมขึ้นดอกเบี้ยหลังการสิ้นสุดคิวอี แม้ยุโรปจะได้รับผลกระทบและมีความเสี่ยงสูงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยอีซีบีจะเร่งปรับลดการซื้อสินทรัพย์ผ่าน APP ลงในระยะข้างหน้า โดยจะซื้อสินทรัพย์ 4 หมื่นล้านยูโร 3 หมื่นล้านยูโร และ 2 หมื่นล้านยูโร ในเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน ตามลำดับ ทั้งนี้ คิวอีในไตรมาสที่ 3 จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก พร้อมกันนี้ อีซีบีปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีนี้จาก 4.2% เป็น 3.7% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้จาก 3.2% เป็น 5.1% เนื่องจากผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

เงินบาทปิดตลาดที่ 33.29 ในวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2022 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวสูงขึ้นจากบริเวณ 1.70% ในช่วงต้นสัปดาห์ มาอยู่แถวบริเวณ 2.00% ในท้ายสัปดาห์ ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากถึง 30 bps ถึงแม้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงดำเนินอยู่และความพยายามในการเจรจาร่วมกันทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจคือการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 14ปี สร้างความกังวลถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับความเห็นจากทางอีซีบีที่จะเร่งปรับลดคิวอีเร็วกว่าคาดและระบุว่าพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากคิวอีสิ้นสุดลงเป็นอีกแรงที่สนับสนุนให้อัตราผลตอบแทนปรับสูงขึ้น ขณะที่ตัวเลข Fed Fund Future ได้ price in การขึ้นดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2022 อยู่ที่ทั้งหมด 6.6 ครั้ง เทียบกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่ 6 ครั้ง โดยประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามระหว่างสัปดาห์คือการประชุมของเฟดที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 มีนาคม 65 โดยที่ตลาดส่วนใหญ่คิดว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps รวมถึงติดตามถ้อยแถลงของประธานเฟดว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ มาเคลื่อนไหวตลาดในระยะต่อไปหรือไม่

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ ในขณะที่เฟดพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ย

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยพันธบัตรรัฐบาลไทยได้รับแรงกดดันจากการขายของนักลงทุนต่างชาติเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 41,531 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 28,482 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 12,749 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 300 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเงินไหลออกจากตลาดรวมกันสองสัปดาห์มากกว่า 7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.51% 0.67% 0.99% 1.42% 1.93% และ 2.29% ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

CPAXT กาง 5 ยุทธศาสตร์ปี 69 เร่งเครื่อง Retail Tech ดันโตทุกช่อง–รุกอาเซียนเต็มสปีด