ฟัง คิด อ่าน ถาม เขียน เรียงลำดับให้ดีในโลกที่ไปไวกว่าแสง

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 07:02 น.
ฟัง คิด อ่าน ถาม เขียน เรียงลำดับให้ดีในโลกที่ไปไวกว่าแสง
สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความเป็นอยู่ ความเป็นไปของเรื่องราวต่าง ๆ นั้น ไม่อาจขับเคลื่อนให้เดินไปข้างหน้าด้วยคำด่าทอ

คอลัม เศรษฐกิจคิดง่ายๆ ตอนที่ 51/2564 โดย โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

ในโลกใบนี้ ใบที่กำลังมีปัญหาเจ็บป่วยด้านสภาพแวดล้อม จนมีอาการรวน และแสดงออกถึงว่าไม่พอใจต่อการกระทำของบรรดามนุษย์ทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ด้วยรูปแบบที่เรียกว่าภัยทางธรรมชาติ โลกระบาด เป็นต้น ความทุกข์?ยากหลากหลายของเรา ๆ ท่าน ๆ ก็คงมาจากสิ่งที่เราได้กระทำลงไปต่อส่วนรวมทั้งทางตรงทางอ้อมมานานหลายสิบปี คำถามคือมนุษย์มีแรงจูงใจอะไร คำตอบคือความพยายามที่จะทำให้ตนเองที่เป็นปัจเจกบุคคล ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง กิจการ สังคม และประเทศชาติอยู่ในสภาพที่เรียกว่า อยู่ดีกินดี อยู่ดีมีสุข นั่งเอง

บทความวันนี้ของผมเริ่มจากความต้องการจากสิ่งไกลตัวที่บรรยายเบื้องต้น ลงมาสู่ความเป็นจริงของสังคมเราวันนี้ว่า

1. มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องมีสังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์ มีกิจกรรม มีการสื่อสารระหว่างกัน และมีความต้องการที่จะไปเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกับคนอื่น

2. ชีวิตวันนี้ของคนมันอยู่บนระบบดิจิทัล มันเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ไปบนระบบปฏิบัติการ ผ่านการประมวลผลของเครื่องจักรหรือบนเครื่องมือที่คิดสร้างกันมา จนท้ายสุดก็ถ่ายทอดออกมาผ่านอุปกรณ์การสื่อสารในทางช่องทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นกระบวนการตั้งแต่รับเข้าจนส่งออกไปนั้น มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีความประณีต มีหลัก มีฐานคิด ก่อนที่ความคิดของใครคนหนึ่งจะพุ่งออกไปสู่คนอื่น ๆในสังคมผ่านปลายนิ้ว...

อากัปกิริยาของการอ่านไม่สุด ฟังไม่จบ ไม่ผ่านการคิด แล้วก็พุ่งผลงานออกไปในวันนี้ในแทบทุกระดับอายุ ดูจะเป็นปัญหาที่สร้างความไม่พึงพอใจระหว่างกัน แน่นอนว่าบางท่านจะบอกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของความเห็นต่าง บางท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องความขัดแย้ง บางท่านก็ว่าเป็นเรื่องการแสดงออกของปัญญาที่ไม่เท่ากัน บางท่านก็เลยเถิดไปว่ามันคือการทิ่มทำลายกัน การด่าทอกัน การกดดันกันให้ทำตามแบบที่ต้องการ มันไม่ใช่หรือมันไม่น่าจะเป็นการสนทนาของปัญญาชนที่มนุษย์ควรกระทำต่อมนุษย์ ดังนั้นในตัวของผู้เขียนจึงอยากขอลองเสนอขั้นตอนว่าเมื่อเวลาจะส่งสารหรือสาระใด ๆ จากสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นรับรู้นั้นเราควรจะลงมือทำกันอย่างไร ขั้นตอนของการ ฟัง คิด อ่าน ถาม เขียน น่าจะเป็นตามนี้หรือไม่ ตัวอย่างเช่นการออกมาใส่กันแบบไร้ความปราณีในเรื่องเห็นตรง-เห็นต่างของการกล่าวถึง สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีอาการเดือดกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา

1. เวลาที่ตัวเรารับฟัง เรารับฟังแต่สิ่งที่เราตัดสินใจแล้วว่าใช่ หรือเราฟังเพื่อรับมาเป็นข้อมูลดิบ เราฟังจากใคร คนนั้นเราคิดว่ารู้จริง อ้างอิงได้ ไอ้ที่บอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นเคยทราบมาหรือไม่ว่าตัวจริงตัวปลอม การฟังความรอบข้าง ฟังอย่างมีสมาธิ ไม่เชื่อทันทีที่รับฟัง แต่ต้องฟังให้จบสิ้น ตั้งแต่ยอดถึงราก ฟังให้ชัดเจนว่าที่กำลังฟังนี้ แก่นของเรื่องมันคืออะไร

2. คิดด้วยสติปัญญาของตนเอง การคิดโดยนำคำตอบของคนอื่นมาเลียนแบบแล้วบอกว่าเป็นความคิดของตนมันใช่หรือ ต้องคิดให้ครบทุกมุมหรือไม่ ทั้งมุมที่เราไม่เชื่อและมุมที่เรามีแนวโน้มว่าจะเชื่อ คิดให้ออกว่ามันมีเหตุปัจจัยใดถึงได้ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา

3. อ่านครับ ต้องอ่าน อ่านจากสิ่งต่าง ๆ ที่มีการนำเสนอออกมา เวลาอ่านสิ่งใดให้อ่านโดยละเอียด อ่านหนังสือก็ต้องเริ่มจากบทนำ บทสรุปของผู้บริหาร คำนำ ที่มาของเรื่อง หลักการ?และเหตุผล สารบัญหัวข้อ... เป็นต้น จนกว่าจะจบสิ้นในเรื่องมีการกล่าวอ้างกันไว้ การอ่านแบบกระหาย ใคร่อยากจะรู้ว่า ใคร ทำอะไร กับใคร ทำกันที่ไหน ทำกันอย่างไร ด้วยเหตุใด และผลออกมาเป็นอย่างไร เพื่อจบความใคร่รู้ที่ว่า ทำไมมันจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น น่าจะเป็นกรอบแนวคิดแนวทางได้บ้างนะครับ

4. ถามครับ เมื่อจบการอ่านแล้วต้องตั้งคำถาม ถามเพื่อให้หายสงสัยในจุดที่ควรสงสัย จุดที่เห็นด้วย จุดที่เห็นต่าง ลองเอาใจคนอ่านไปเป็นใจคนเขียนแล้วตั้งคำถามสิครับว่า คนเขียนเขาอยากให้คนอ่านเข้าใจว่าอย่างไร แล้วสิ่งที่คนเขียน หรือคนทำสิ่งนั้นเขาต้องการให้เราคิดเหมือนเขา ชอบเหมือนเขา จะได้ทำเหมือนเขานั้นมันใช่หรือไม่ มันถูกต้องเหมาะควรแล้วหรือไม่

5. เขียน ขั้นตอนสุดท้ายนี้สำคัญที่สุดครับ จะเขียนสิ่งใดเพื่อส่งออกไปยังใคร ด้วยความต้องการอะไร ต้องชัดเจนเป็นเหตุเป็นผลก่อนที่จะกระทำการส่งออกไป ยิ่งเป็นการเขียนเพื่อบอกถึงความคิด ความมุ่งหมาย บทสรุปในสิ่งที่ตนเองเข้าใจนั้น ในแง่ของผู้เขียนมีจุดที่ต้องเช็กตัวเองก่อนส่งออกไปดังนี้

5.1 เขียนส่งออกไปแล้วสังคมหรือคนรับสารมันดีขึ้นหรือน่าจะแย่ลง

5.2 ให้นึกว่าถ้าเราเป็นคนรับสาร สาระอย่างที่เขียนส่งออกไป ถ้าเป็นใจคนรับคิดว่าเราจะรับได้ไหมเวลาจะเขียนตำหนิใคร ถ้าเราลองเป็นคนรับคำตำหนินั้นแล้วเรารับได้ ก็ค่อยลงมือทำดีไหม

5.3 สุดท้ายก่อนที่เราจะเขียนพร้อมส่งออกไปนั้น ถามให้แน่ใจอีกครั้งว่า ถ้าไม่เขียน ถ้าไม่ส่งออกไป จะเป็นผลดีกว่าหรือไม่ ถ้าคิดได้ว่ามันดีกว่า ผู้เขียนอาจขอให้ เขียนในใจก็พอ ไม่ต้องส่งออก

สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความเป็นอยู่ ความเป็นไปของเรื่องราวต่าง ๆ นั้น ไม่อาจขับเคลื่อนให้เดินไปข้างหน้าด้วยคำด่าทอ

ท่านที่มีอำนาจอันสมมติมาจากตัวบทกฎหมาย ท่านก็ต้องฟังความรอบข้าง คิดให้กลม คิดให้ครบ อ่านครับอ่าน อ่านทุกสิ่งอย่างทั้งที่ชอบหรือไม่ชอบ เมื่อมีคนเขียนมาถึงเรา เราก็ต้องอ่านครับ อ่านเอาเรื่องไม่ใช่อ่านมีเรื่อง ไม่ใช่อ่านไปหาเรื่อง อันนั้นมันคือการลุแก่โทสะ ลุแก่อำนาจอันสมมติ ต่อมาคือถาม ต้องถามให้จบสิ้นสงสัยว่ามันมากันอย่างไรจึงมาเป็นแบบนี้ ถามแบบว่าเรามาถึงกันตรงนี้ได้อย่างไร สุดท้ายคือการเขียนเพื่อสื่อออกไปว่าความมุ่งหมายเราคืออะไรกันแน่ ตรงไหนที่เราเห็นว่าไปได้ ตรงไหนที่เราเห็นว่าหมิ่นเหม่ ตรงไหนที่เราจะไม่ยอมเด็ดขาด จุดที่ถือว่าจะไม่มีการต่อรองถ้ายังเป็นตัวเรา ความคิดเรา มันอยู่ตรงไหน เอากันให้ชัดครับ

ท่านที่อยู่ภายใต้อำนาจตามตัวบทกฎหมายที่เสกสมมติกันมา ท่านก็ต้องมีสติ อะไรที่เห็นต่างก็ต้องมีเหตุผล ข้อมูลสนับสนุนว่าทำไมเห็นต่าง แล้วเหตุใดคนที่มีอำนาจควรจะต้องหันกลับมาคิดมาเชื่อแบบที่ฝั่งตนเองคิดและเชื่อ ศิลปะของการผลักดันให้คนเห็นต่างกลับมาเห็นตรงกับตนมันควรถูกนำมาใช้ใช่หรือไม่ การออกมาขว้างปาความหยาบคาย ดิบ เถื่อน เพื่อให้อีกฝั่งที่เราคิดว่าเขาคิดไม่ตรงกับเราต้องยอมทำตาม ยอมเงียบ เพื่อให้ฝั่งเราทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นมันจะถือว่าเป็นชัยชนะของสังคมได้จริงหรือ

คำตอบสุดท้ายของกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมา ถ้าคนที่ยืนสองฟากฝั่งต่างเริ่มด้วยการร่วมทุกร่วมสุขด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายต่างโปร่งใสในการให้อีกฝ่ายสอบยันได้ตลอด สิ่งที่ได้แม้จะเห็นตรงบ้าง ต่างบ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกันด้วยการเขียนที่ด่าทอกัน อย่าลืมว่าภาษาที่เราเขียน มันคือภาษาของคนในชาติเดียวกัน ชาติอื่นเขาไม่มาอ่านภาษาของคนในชาติเรา ในทุกเรื่องราวของการสื่อสารบนโลกดิจิทัลที่มีกระบวนการ ฟัง คิด อ่าน ถาม เขียนที่ขาดวิ่น แล้วก็สาดกันไปมา มันคือการร้องด่าทอกันของคนไทย เพื่อให้ใครฟังกันหรือถ้าไม่ใช่คนไทยด้วยกันเอง เรื่องพวกนี้มันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งของประเทศตรงไหน มันก่อให้เกิดประสิทธิภาพตรงไหน มันก่อให้เกิดสังคมที่มีนวัตกรรมตรงไหน และมันทำให้คนหมู่มากของประเทศอยู่ดีมีสุขกันตรงไหน...

ขอบคุณที่ติดตามครับ