ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของเฟด

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 06:39 น.
ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของเฟด
ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.30 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money… week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของเฟดสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.30 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายนที่จะส่งสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายของเฟดในการประชุมวันที่ 14-15 พฤศจิกายนนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเติบโต 6.7%YoY (0.7%MoM) และคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานเติบโต 4.9%YoY (0.5%MoM)

ด้านยูโรโซนและญี่ปุ่นจะมีการประกาศจีดีพีไตรมาสที่ 3 ครั้งสุดท้าย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงจากการประกาศครั้งก่อนหน้า โดยยูโรโซนและญี่ปุ่นประกาศเบื้องต้นไว้ที่ 2.2%QoQ และ -0.8%QoQ SA ตามลำดับ ในขณะที่จีนจะเปิดเผยตัวเลขส่งออกและนำเข้าในเดือนพฤศจิกายนที่คาดว่าจะขยายตัว 18.0%YoY และ 21.3%YoY ตามลำดับ นอกจากนี้ จีนจะเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตและเงินเฟ้อในเดือนพฤศจิกายนด้วย

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2564 ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาก ท่ามกลางความกังวลโอไมครอนที่กดดันตลาดการเงินทั่วโลก แม้องค์การอนามัยโลกเปิดเผยเบื้องต้นว่าวัคซีนช่วยบรรเทาอาการโอไมครอนได้ และผู้ป่วยส่วนใหญ่พบอาการเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคระบุว่าเขาจะสามารถผลิตวัคซีนได้ภายใน 6 สัปดาห์และสามารถส่งออกได้ภายใน 100 วัน ด้านโมเดอร์น่าระบุว่าวัคซีนจะสำเร็จภายในมีนาคม 2022 โดยปัจจุบันนานาประเทศได้สั่งห้ามการเดินทางจากแอฟริกาใต้และประเทศใกล้เคียงแล้ว แต่ยังพบโอไมครอนแล้วมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ด้านปัจจัยภายในประเทศ รัฐบาลไทยประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวและจังหวัดสีแดงเข้ม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม แม้จะยังต่ออายุ พรก. ฉุกเฉินอีก 2 เดือน พร้อมทั้งอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงวันที่ 16 มกราคม 2022 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีประกาศว่าพร้อมจะใช้มาตรการปิดเมืองหากพบโอไมครอนในไทย

ด้าน ธปท. ระบุว่าโอไมครอนจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยในปีหน้า โดยจะประเมินผลของโอไมครอนต่อเศรษฐกิจไทยในการประชุม กนง. ที่จะถึงนี้ ด้านตัวเลขเศรษฐกิจไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยในเดือนตุลาคมขาดดุลลดลงและดีกว่าคาดการณ์ เนื่องจากการส่งกลับกำไรและปันผลของบริษัทต่างชาติลดลง ในขณะที่เงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนพุ่งสูงต่อเนื่องที่ 2.71%YoY เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นหลัก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความกังวลโอไมครอน ประกอบกับการที่โอเปกพลัสยืนยันเพิ่มกำลังการผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคมตามที่เคยวางแผนไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง ในขณะที่การผลิตในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาโอเปกผลิตได้ 2.2 แสนบาร์เรลต่อวัน น้อยกว่าโควต้าที่ต้องผลิต 2.54 แสนบาร์เรลต่อวัน

ด้านสหรัฐฯ โพเวลส่งสัญญาณสนับสนุนการเร่งลดคิวอีในการประชุมครั้งหน้า และประเมินว่าเงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัจจัยชั่วคราว โดยโพเวลระบุว่าการลดคิวอีจะสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่คาด ในขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความเห็นของสมาชิกเฟดหลายท่านที่สนับสนุนให้เร่งลดคิวอีเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม โพเวลประเมินว่าโอไมครอนจะสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสร้างความไม่แน่นอนต่อเงินเฟ้อ ในขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้จะชะลอลงบ้าง โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.1 แสนตำแหน่ง น้อยกว่าคาดการณ์และชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 5.5 และ 5.3 แสนตำแหน่ง ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการว่างงานในเดือนพฤศจิกายนลดลงเป็น 4.2% จาก 4.6% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการในเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐฯ สำรวจโดยไอเอสเอ็มเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความกังวลต่อการหยุดชะงักของรัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอลงจากการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายขยายงบประมาณเพิ่มเติมไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2022 และอยู่ระหว่างการเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

ด้านยูโรโซน เงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.9%YoY เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ในขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตยูโรโซนในเดือนตุลาคมสูงกว่าคาดการณ์ ด้านสมาชิกอีซีบียังคงมีความเห็นหลากหลายต่อการขึ้นดอกเบี้ย มาตรการคิวอี และผลกระทบของโอไมครอนต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยลาการ์ดระบุย้ำจุดยืนที่คาดการณ์ว่าอีซีบีจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ลาการ์ดยืนยันว่าอีซีบีพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยหากจำเป็น

ด้านเอเชีย กำไรภาคอุตสาหกรรมจีนเดือนตุลาคมขยายตัวเร่งขึ้น และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือนพฤศจิกายนดีกว่าคาด ท่ามกลางความพยายามของภาครัฐในการจัดการกับปัญหาคอขวดภาคอุปทานและส่งเสริมด้านราคาอย่างมีเสถียรภาพ ส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจจีน ด้านตลาดค่าเงินหยวน ทางการจีนมีแผนที่จะใช้การประกันค่าเงิน (Options) แบบอเมริกันสำหรับธุรกรรมในประเทศ ด้านญี่ปุ่น ยอดค้าปลีกในเดือนตุลาคมขยายตัวแต่ยังคงน้อยกว่าคาดการณ์ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวแบบช้าๆ

เงินบาทปิดตลาดที่ 33.89 ในวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดปรับตัวเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk off mode) จากประเด็นความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ส่งผลให้ในช่วงต้นสัปดาห์พันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวต้านแถวบริเวณ 1.40% ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลสำคัญต่อตลาดตราสารหนี้มาจากการส่งสัญญาณของคุณโพเวล รวมถึงสมาชิกเฟดหลายๆท่านที่ส่งสัญญาณสนับสนุนการเร่งลดคิวอีในการประชุมที่จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ และประเมินว่าเงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัจจัยชั่วคราว ประเด็นดังกล่าวทำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2ปี กับ 5ปี ซึ่งมักจะเคลื่อนไหวไปตามการคาดการณ์ของดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2ปี กับ 5ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11 และ 3 bps ตามลำดับ ทำให้ในภาพรวมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวโดยมีความชันลดลง (Flattening) โดย spread ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2ปีกับ 10ปี (UST 2-10Y Spread) อยู่แถวบริเวณ +82 bps ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปี 2020 ขณะที่ spread ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 5ปีกับ 30ปี (UST 5-30Y Spread) อยู่แถวบริเวณ +56 bps เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมปี 2020

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวปรับตัวลดลงเล็กน้อย สอดคล้องกับบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง โดยมองว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มเห็นมาตรการควบคุมการเดินทางที่เข้มงวดขึ้นของนานาประเทศ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุว่าจะประเมินผลกระทบของโอไมครอนในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 2,787 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 21,526 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 19,299 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 560 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.52% 0.66% 0.84% 1.21% 1.60% และ 1.91% ตามลำดับ