กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย ติดตามท่าทีต่อเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 06:15 น.
กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย ติดตามท่าทีต่อเศรษฐกิจระยะข้างหน้า
สัปดาห์นี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ายังอยู่ในประเด็นสนใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money… week) โดย...พีรพรรณ สุวรรณรัตน์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.65-33.10 ในสัปดาห์นี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ายังอยู่ในประเด็นสนใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงมีแนวโน้มที่อัตราการเสียชีวิตต่ำ ด้านไทย การประชุมนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีขึ้นในวันพุธ แม้เราคาดว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่ปัจจัยติตตามสำคัญคือรายละเอียดเพิ่มเติมหลัง ธปท. ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ อีกทั้งในสัปดาห์นี้ ไทยมีจะรายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ

ด้านต่างประเทศ ตัวตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นติดตามสำคัญ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเป้าหมายนโยบายการเงินของเฟดและประเมินว่าจะมีผลต่อการลดขนาดคิวอีในระยะข้างหน้า ที่ผ่านมา ตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางของอังกฤษ ออสเตรเลีย และอินเดียจะมีประชุมนโยบายการเงิน โดยตลาดประเมินว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเช่นกัน

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2564 เงินบาทเปิดตลาดต้นสัปดาห์แข็งค่า และผันผวนปิด ก่อนปิดตลาดแข็งค่าในท้ายสัปดาห์ ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากการปิดสถานะซื้อของนักลงทุน เนื่องจากเฟดที่ส่งสัญญาณ Dovish ต่อเนื่อง โดยมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและให้ความเห็นว่าจะยังไม่ลดขนาดสินทรัพย์ เนื่องจากแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่เต็มที่และยังไม่บรรลุเป้าหมายของเฟด โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน โดยเฟดจะประเมินพัฒนาการอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้า ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของปีเติบโต 6.5%QoQ ต่อปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 8.4% ปัจจัยบวกหลักมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชนซึ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1983 ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัว โดยยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 400,000 คนในสัปดาห์ที่แล้ว แต่สูงกว่าคาดการณ์ที่ 380,000 คน ด้านวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติให้พิจารณาแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะถัดไป ทั้งนี้ ความกังวลต่อโควิด-19 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐฯ เปลี่ยนแนวทางการสวมหน้ากากอนามัย โดยกำหนดให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วต้องสวมหน้ากากอนามัยในอาคาร ในขณะที่ไบเดนประกาศคำสั่งให้พนักงานรัฐทุกคนต้องฉีดวัคซีนโควิด-19

ด้านสถานการณ์ภายในประเทศ การแพร่ระบาดยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ด้วยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ลงเหลือ 1.3% จาก 2.3% โดยประเมินว่าแรงหนุนสำคัญจะมาจากการส่งออก ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงอ่อนแอ โดยปรับลดตัวเลขนักท่องเที่ยวลงเหลือเพียง 3 แสนคน จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ล้านคน เนื่องจากข้อจำกัดของแต่ละประเทศและความกังวลต่อการแพร่ระบาดในประเทศ โดยสถานการ์ท่องเที่ยวปัจจุบัน การเปิดเมืองภูเก็ตยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการเดินทางเข้ามาเพื่อหางานในภูเก็ตเยอะขึ้น ทำให้ภูเก็ตประกาศใช้มาตรการคัดกรองคนไทยที่จะเข้าภูเก็ตอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทางด้านคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณนี้ โดยใช้งบประมาณภายใต้ พรก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้จัดการกับการแพร่ระบาดอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ การกู้เพิ่มเติมนี้จะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 58.88% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณนี้ โดยยังคงต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่ 60%

เงินบาทปิดตลาดที่ 32.87 ในวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.20-1.30% โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟดที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามเดิมและสิ่งที่นักลงทุนติดตามคือเฟดจะเริ่มส่งสัญญาณของการลดลดขนาดคิวอีในการประชุมครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าเฟดยังไม่ส่งสัญญาณลดขนาดคิวอี โดยให้ความเห็นว่าถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่เต็มที่และยังไม่บรรลุเป้าหมายของเฟดในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดแรงงาน ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงของการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ทำให้เฟดจะประเมินพัฒนาการอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้า ปัจจัยดังกล่าวเป็นการสนับสนุนให้นักลงทุนถือครองพันธบัตรรัฐบาลต่อไป

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยเส้นอัตราผลตอบแทนปรับตัวโดยมีความชันลดลง สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังถูกกดดันจากการระบาดของไวรัสในประเทศ ประกอบกับช่วงกลางสัปดาห์กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยในปีนี้ลงเหลือ 1.3% จาก 2.3% เป็นสิ่งเน้นย้ำว่าประเทศของเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ว่า กนง. จะดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะมีคณะกรรมการบางท่านโหวตให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้างต้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดตราสารหนี้ในระยะต่อไป โดย ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10 ปี อยู่ที่ 0.48% 0.51% 0.57% 0.80% 1.10% และ 1.57% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 2,557 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 312 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 4,020 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 1,151 ล้านบาท