ลุ้นไบเดนสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 07:49 น.
ลุ้นไบเดนสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ
(Money week) โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยโจ

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบโดยประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 29.80-30.20 โดยเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้คือพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดนในวันที่ 20 มกราคม ขณะที่ การพัฒนาการของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามสำคัญ โดยเฉพาะแนวโน้มการเข้มงวดมาตรการปิดเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนยังมีแนวโน้มลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นจากการคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากการบริหารของไบเดน ด้านแนวโน้มนโยบายการเงิน อีซีบีและบีโอเจมีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ ซึ่งสัญญาณจากธนาคารกลางด้านแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามจากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยจากผลของการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น ในฝั่งเอเชีย จีนจะแถลงตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ซึ่งตลาดยังคาดคงคาดหวังการฟื้นตัวดีต่อเนื่อง ด้านของไทยจะมีรายงานตัวเลขการส่งออกเดือนธันวาคมที่ยังมีแนวโน้มจะหดตัวต่อเนื่อง

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 29.90 – 30.20 โดยเปิดตลาดอ่อนค่าลงในช่วงเปิดตลาดสอดคล้องกับค่าเงินสกุลเอเชียเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ปรับสูงขึ้น จากความคาดหวังของนักลงทุนต่อแนวโน้มการแถลงรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของรัฐบาลโจ ไบเดน ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินได้เร็วกกว่ากำหนด อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์เนื่องจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลง หลังจาก เอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตันกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ สอดคล้องกับความเห็นของเจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ที่ประเมินว่าแนวโน้มของนโยบายการเงินในข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนและพัฒนาการของไวรัส ขณะที่ประธานเฟด เจอโรม โพเวล ชี้เฟดยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับลดขนาดมาตรการซื้อสินทรัพย์ เนื่องจากตลาดแรงงานยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นวงเงินสำหรับการจัดการการแพร่ระบาดของไวรัสและการกระจายวัคซีน 4.15 แสนล้านดอลลาร์ เงินช่วยเหลือชาวอเมริกัน 1 ล้านล้านดอลลาร์ และเงินช่วยเหลือธุรกิจและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส 4.4 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ไบเดนยังเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

ด้านไทย ครม. เห็นชอบแผนจ่ายเงินช่วยเหลือ 3,500 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นเวลา 2 เดือน ให้คนไทยส่วนใหญ่ ยกเว้นคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบราชการ และผู้มีรายได้สูง นอกจากนี้ เพื่อลดค่าครองชีพ รัฐบาลอนุมัติการลดค่าน้ำลง 10% เป็นเวลา 2 เดือน และลดค่าไฟฟ้าโดยจะเป็นลักษณะแบบขั้นบันไดช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยจะขยายมาตรการสินเชื่อจากเดิมที่สิ้นสุด 31 ธ.ค. ที่ผ่านมาเป็น 30 มิ.ย. ปีนี้ ประชาชนสามารถขอเปลี่ยนสินเชื่อบัตรเครดิตและส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวดได้ โดยจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 12% และสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 22% สินเชื่อรถยนต์จะมีการลดค่างวดลงอย่างน้อย 30% คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 22% อีกทั้งสินเชื่อบ้านสามารถขอเลื่อนชำระค่างวดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เงินบาทกลับมาเคลื่อไหวอ่อนค่าในช่วงก่อนปิดตลาดวันศุกร์สอดคล้องกับค่าเงินหยวน และปิดตลาดที่ 30.02 (วันศุกร์ ณ 16.00 น.)

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับระดับปิดในสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1.10% การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาจากชัยชนะอย่างเป็นทางการของพรรคเดโมเครต นำมาซึ่งความหวังในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ รวมถึงความหวังที่ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง อย่างไรก็ดีตลาดยังรอข่าวดีจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยล่าสุดนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชื่อว่า "American Rescue Plan" ซึ่งมีวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้ตลาดเข้าทำให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศมีประเด็นสำคัญอยู่ที่สมาคมตราสารหนี้ไทยได้เปิดเผยว่า ในปี 2564 นี้ จะมีตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) ที่จะครบกำหนดมูลค่ากว่า 730,000 ล้านบาท โดยจัดอยู่ในระดับลงทุน (investment grade) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 93% ซึ่งเป็นของผู้ออกหุ้นกู้ 127 บริษัทจากทั้งหมด 190 บริษัท ซึ่งนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้ความเห็นโดยสรุปว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้ไม่น่าจะมีประเด็นในการขายหุ้นกู้ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือปัจจุบันธนาคารมีสภาพคล่องค่อนข้างล้นระบบและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีผลให้ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องพิจารณาต้นทุนดอกเบี้ยระหว่างออกหุ้นกู้ชุดใหม่กับดอกเบี้ยสินเชื่อที่ธนาคารเสนอให้ในช่วงนั้นๆด้วย ขณะเดียวกันหากมองในมุมของนักลงทุนภายใต้สภาวะที่สภาพคล่องยังคงล้นตลาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับที่ต่ำ อาจทำให้เห็นแรงเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีและไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งท้ายสุดแล้วอาจทำให้เห็น credit spread ของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีปรับตัวลดลงได้ โดย ณ วันที่ 15 มกราคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.40% 0.46% 0.54% 0.75% 1.01% และ 1.33% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 4,553 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,145 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,207 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 201 ล้านบาท