posttoday

ติดตามสถานการณ์ไวรัส และประชุม กนง. วันพุธนี้

03 กุมภาพันธ์ 2563

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...พีรพรรณ สุวรรณรัตน์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 31.00-31.50 ประเมินว่าตลาดจะยังคงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างใกล้ชิด โดยในวันจันทร์ จะเป็นวันเปิดทำการของตลาดการเงินจีน คาดว่าจะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เงินในเอเชียผันผวนตามไปด้วย

ด้านไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในวันพุธนี้ ซึ่งคาดว่าอาจเห็นการคงดอกเบี้ยนโยบายโดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย

ขณะที่ธนาคารกลางของออสเตรเลีย อินเดีย และฟิลิปปินส์จะมีการประชุมนโยบายการเงินเช่นกัน ด้านสหรัฐฯ มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมโดย ISM และการจ้างงานนอกภาคเกษตร

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาท เงินบาทอ่อนค่าลงมากอย่างต่อเนื่องจากความกังวลของตลาดต่อประเด็นการระบาดของไวรัสจากจีน โดยการระบาดของไวรัสส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เงินเยนแข็งค่าขึ้น และราคาทองคำเพิ่มขึ้น รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลดลงมาก โดยเงินบาทอ่อนค่าลง 2.4% มาแตะระดับสูงสุดที่ 31.28

ขณะที่ ตลาดการเงินในจีนยังคงปิดทำการในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนทำให้ตลาดหันมาขายเพื่อเก็งกำไรค่าเงินในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับจีนสูง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่ภาคการท่องเที่ยวมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนที่มาท่องเที่ยวในไทย คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ประกอบกับความเชื่อมโยงทางการค้าในห่วงโซ่การผลิตของจีนที่สูงเช่นกัน โดยเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องมาปิดตลาดที่ (เวลา 17.15น.)

ตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดพร้อมกับความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินของโลกจากการระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้เริ่มมีการพูดถึงผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าผลกระทบจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสอาจทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวลดลง 1.4% ในไตรมาสที่ 1 และอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ลดลง ซึ่งจากการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป 2 เดือน ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ให้ลดลง 0.7% ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.8% จากที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3.3% ทางด้านผลกระทบของไวรัสโคโรน่า สศค. คาดว่าจะส่งผลกระทบนาน 3 เดือน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 400,000 คนในปี 2563 และประเมินว่าความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 จะล่าช้ากว่ากำหนด 2 เดือนเนื่องจากติดขั้นตอนกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุดรับคำร้องเพื่อพิจารณากรณีการเสียบบัตรแทนกันในการลงคะแนนอนุมัติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

ติดตามสถานการณ์ไวรัส และประชุม กนง. วันพุธนี้

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 1.13% 1.08% 1.11% 1.14% 1.21% และ 1.31% ตามลำดับ สำหรับความเคลื่อนไหวในต่างประเทศธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50-1.75% ทั้งนี้เฟดได้ปรับมุมมองต่อการบริโภคเป็นการขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากเดิมที่มองว่าขยายตัวแข็งแกร่ง และชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่วัดจากการใช้จ่ายเอกชนสหรัฐฯ (PCE inflation) นั้นยังต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% อยู่มากที่ราว 1.5% ซึ่งเฟดยังไม่พอใจกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในภาวะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวยาวนาน จากมุมมองดังกล่าวตลาดยังคงคาดหวังว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับนี้ในระยะข้างหน้า แต่ก็มีมุมมองที่ Dovish มากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงโดยเส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันลดลง (Bull Flattening) ภายหลังการประชุมดังกล่าว

ส่วนการประชุมธนาคารกลางอังกฤษมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% โดยมีมติที่ 7:2 เท่ากับมติในรอบก่อน อย่างไรก็ดีธนาคารกลางอังกฤษได้ลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลงมากมาอยู่ที่ 0.75% จาก 1.25% ในการประมาณครั้งก่อน และชะลอ กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 6,095 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 270 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 6,391 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 26 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

LH Bank รุกตลาดคนรุ่นใหม่ เปิดตัว “B You Pay” ออมทรัพย์จับคู่เดบิตเปย์ได้ทุกฟีล