ลงทุนอย่างไร หลังข้อตกลงทางการค้า

วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 07:28 น.
ลงทุนอย่างไร หลังข้อตกลงทางการค้า
คอลัมน์ รู้รอบโลก รู้รอบรวย โดย...โดย...ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยืดเยื้อมาแล้วเกือบ 2 ปีแล้ว การบรรลุข้อตกลงทางการค้า “ขั้นแรก” เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา พร้อมกับการประกาศจากทางการสหรัฐฯ ต่อการระงับการขึ้นภาษีอัตรา 15% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม รวมทั้งการประกาศลดกำแพงภาษี ที่เคยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 15% ในวันที่ 1 กันยายน 2019 ลงมาที่ 7.5% เหตุการณ์ดังกล่าวได้ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนทั้งหลายที่กลัวว่าสงครามการค้าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การตกลงขั้นแรกนี้ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ต่างปิดบวกกันถ้วนหน้าหลังข่าวดังกล่าวในระดับ 1-3%

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้มีการลงนามระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2020 แต่สิ่งที่น่าคิดและเป็นกังวลมากกว่าคือเงื่อนไขที่ทางการสหรัฐฯ ยื่นให้ต่อจีนข้างต้นนั้นก็เพื่อแลกกับความคาดหวังจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนนำเข้าสินค้าและบริการสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 200,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นระยะเวลาอีก 2 ปีต่อจากนี้ รวมทั้งจีนจะต้องเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ สูงขึ้นถึง 40,000 – 50,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งหากพิจารณาให้ดีจะพบว่าความคาดหวังดังกล่าวของสหรัฐฯ ต่อจีนถือว่าสูงมากเลยทีเดียว เพราะที่ผ่านมาในปี 2018 จีนนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ราว 179,300 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แค่เพียง 9 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ทางด้านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาขึ้นภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนได้อีกทุกเมื่อ หากว่าจีนไม่สามารถทำได้ตามที่คาดหวัง นอกจากนี้ แม้ว่าล่าสุดสหรัฐฯ จะประกาศยกเลิกขึ้นภาษีและลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนบางส่วน แต่มูลค่าสินค้านำเข้าจากจีนที่ยังคงถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าที่อัตราสูงถึง 25% ก็ยังเป็นมูลค่ามากถึง 267,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 50% ของมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่สหรัฐฯนำเข้าจากจีน

ดังนั้น หนทางยังอีกยาวไกลว่าข้อตกลงขั้นแรกระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะสามารถดำเนินการได้จริงมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการเจรจาข้อตกลงในขั้นที่ 2 จะดำเนินการได้เร็วมากน้อยแค่ไหนจนกระทั่งทั้ง 2 ประเทศสามารถได้ข้อตกลงร่วมกัน ฉะนั้น แม้จะมีข่าวดีมาช่วยลดความกังวลได้บ้าง แต่การลงทุนที่เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและมีการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนตามสภาวะหรือความผันผวนของตลาดอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ทุกสภาวะตลาดดังเช่น กองทุนเปิดเค มัลติ-สตราทีจี บอนด์ (K-MBOND) ที่เป็นการลงทุนทางเลือก เน้นลงทุนผ่านตราสารหนี้ และสกุลเงิน ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนต่อความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างมั่งคง