ติดตามความคืบหน้าข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ของสหรัฐฯ-จีน

วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 06:52 น.
ติดตามความคืบหน้าข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ของสหรัฐฯ-จีน
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 30.20-30.50 ในสัปดาห์นี้ คาดว่าปัจจัยการเจรจากาารค้าจะยังคงมีอิทธิพลต่อค่าเงินทั่วโลก โดยตลาดคาดว่าทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงทางการค้าบางส่วนได้ในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก หากไม่สามารถตกลงการค้ากันได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ สหรัฐฯ อาจขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบที่ 4 ระยะที่ 2 ในอัตรา 15% ตามกำหนดเดิมได้

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่การประชุมครั้งแรกในสมัยของนางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรปคนใหม่ คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินเช่นกัน นอกจากนี้ ตลาดการเงินรอติดตามการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรวันที่ 12 ธันวาคมนี้ โดยตลาดคาดว่าพรรคอนุรักษ์นิยมหรือพรรคฝั่งรัฐบาลจะได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการ Brexit เป็นไปอย่างราบรื่น

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ก่อนที่จะอ่อนค่าขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ เงินบาทรับปัจจัยความเสี่ยงด้านสงครามการค้าที่สูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ อาทิ สหรัฐฯ อาจกำหนดอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าฝรั่งเศสมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลารสหรัฐฯ สูงสุดถึง 100% เพื่อตอบโต้ที่ฝรั่งเศสกำหนดภาษีใหม่ด้านบริการทางดิจิตอล ซึ่งอาจกระทบต่อบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาบังคับใช้ภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยอ้างว่าทั้งสองประเทศลดค่าเงินของตนเองอย่างมาก

อีกทั้งเขายังกล่าวในช่วงกลางสัปดาห์ว่า “เขาไม่มีกำหนดเวลาการเจรจาในตอนนี้...เขาชอบความเห็นที่ข้อตกลงการค้าอาจเลื่อนไปจนถึงหลังการเลือกตั้ง” ทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าขค้นในวันศุกร์ เนื่องจากทรัมป์กลับคำพูดของตนเองว่า สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีนำเข้ากับจีนตามกำหนดวันที่ 15 ธันวาคมนี้ แต่ยังไม่ได้พิจารณาในรายละเอียด และเขาให้สัญญาณบวกกับตลาดเพิ่มว่าการเจรจาการค้ากับจีนเป็นไปด้วยดี อีกทั้ง ลดลง ยอดการขอรับสวัสดิการผู้ว่างงานของสหรัฐฯ เบื้องต้นในสัปดาห์วันที่ 30 พฤศจิกายนลดลงมาที่ 203,000 ราย และลดลงต่อเนื่อง 2 สัปดาห์โดยสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 213,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ แข็งแกร่ง นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนอาจเตรียมตัวเพื่อรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในคืนวันศุกร์นี้ด้วย เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.335 (ณ 16.45 น.)

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเคลื่อนไหวตามประเด็นหลักเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ตลาดเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยงภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวว่าไม่มีกำหนดระยะเวลาการเจรจาและการทำข้อตกลงการค้ากับจีน โดยทรัมป์เห็นชอบที่ข้อตกลงการค้าอาจเลื่อนไปจนถึงหลังการเลือกตั้งในปีหน้า ประกอบกับที่ทางคุณวิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ออกมากแสดงความเห็นว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับจีนหากไม่มีความคืบหน้าใดๆ ก่อนกลางเดือนธันวาคม เป็นภาพสะท้อนว่าเรื่องของข้อตกลงการค้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมกับประเด็นที่ทางสหรัฐฯได้ลงนามในร่างกฎหมายที่สนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกงและมีการอนุมัติร่างกฎหมายคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่มีส่วนรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ ทำให้จีนอาจมีมาตรการตอบโต้ประเด็นดังกล่าวในอนาคต ซ้ำเติมภาพความขัดแย้งของสองประเทศนี้มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังออกมาอ่อนแอ ทั้งตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายนที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 48.1 ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกันที่ระดับ 46.9

ส่วนประเทศไทยมีการประกาศตัวเลขดัชนีภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาหดตัวในเดือนพฤศจิกายนที่ระดับ 49.3 รวมไปถึงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 0.21% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.47% แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกที่จะถือครองในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลง โดย ณ วันที่ 06 ธันวาคม 2562 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 1.25% 1.26% 1.29% 1.37% 1.43% และ 1.58% ตามลำดับ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต