ถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีทั้งที...เรามารู้ข้อดี RMF กันหน่อยดีกว่า

วันที่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 14:28 น.
ถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีทั้งที...เรามารู้ข้อดี RMF กันหน่อยดีกว่า
คอลัมน์ เข็มทิศนักลงทุน

เรื่อง ถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีทั้งที...เรามารู้ข้อดี RMF กันหน่อยดีกว่า

โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ

ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย

.................................................................................

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เทศกาลลดหย่อนภาษีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนที่ผู้ลงทุนจะเลือกสรรผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนสำหรับใช้ในการลดหย่อนภาษีประจำปี 2562 กัน ซึ่งแน่นอนว่ากองทุน LTF/RMF คงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผู้ลงทุนนึกถึง และด้วยปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ผู้ลงทุนจะสามารถลงทุนใน LTF ได้ จึงทำให้หลายคนเริ่มหันมามอง RMF กันมากขึ้น โดยกองทุนประเภทนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนได้เก็บเงินก้อนไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ อีกทั้งยังมีข้อดีอีกหลายประการ ดังนี้

1. มีทางเลือกหลากนโยบายลงทุน หลายระดับความเสี่ยง พร้อมสับเปลี่ยนได้

ระยะเวลาการลงทุนใน RMF แม้จะยาวนานกว่า LTF แต่ก็มีทางเลือกที่มากกว่าทั้งในแง่ของประเภทสินทรัพย์และประเทศที่กองทุนเข้าไปลงทุน ในขณะที่ LTF เน้นลงทุนเฉพาะหุ้นไทยเท่านั้น ดังนั้น RMF จึงมีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้ได้เลือกนโยบายลงทุนตามที่ผู้ลงทุนสนใจ และตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถสับเปลี่ยน RMF ภายใต้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้บริหารพอร์ต RMF สำหรับวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย RMF ที่ได้รับความนิยมในปีนี้ นอกจากจะเป็น RMF ที่ลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศแล้ว ยังมี RMF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกด้วยเช่น ทองคำ โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

ซึ่งล่าสุด บลจ.กสิกรไทย ได้ออกกองทุนใหม่ชื่อว่า KPROPIRMF เพื่อให้ผู้ลงทุนได้สะสมผลกำไรจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ซึ่งเปรียบได้กับการได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้าง Passive Income นั่นเอง โดยผู้จัดการกองทุนจะนำรายได้ที่ได้รับจากการบริหารกลับเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะสมผลกำไรไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ

2. สร้างวินัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ผู้ลงทุนยังไม่เลือกลงทุนใน RMF ก็คือ เมื่อเริ่มลงทุนแล้วต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีจนครบอายุ 55 ปี โดยหากจะเว้นก็เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน แต่ในทางกลับกันเงื่อนไขนี้กลับเป็นการสร้างวินัยการลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเงินไว้ใช้จ่ายเพียงพอในยามเกษียณ ซึ่งการสร้างวินัยการลงทุนสามารถทำได้ง่ายๆ โดยวิธีการ DCA หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ที่นอกจากจะช่วยลดความผันผวนในการลงทุน และช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดแล้ว การ DCA กับกองทุน RMF ยังเป็นการทยอยลงทุน ผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่มาลงทุนตอนปลายปี

3. ได้รับเงินก้อนในวัยเกษียณ

ข้อนี้ถือเป็นข้อดีที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเราทำตามเงื่อนไขในการลงทุน RMF เราสามารถขายคืนได้ทั้งก้อนในวันที่ครบกำหนด ในขณะที่กองทุน LTF สามารถขายคืนได้เฉพาะส่วนที่ถือครบตามเงื่อนไข 7 ปีปฏิทินเท่านั้น เท่ากับว่าผู้ลงทุนที่เริ่มลงทุน RMF ตอนอายุ 51 ปี และลงทุนต่อเนื่องทุกปีจนครบอายุ 55 ปี ก็สามารถขายคืนได้ทั้งก้อนนั่นเอง ทำให้ผู้ลงทุนมีเงินก้อนทันใช้ในวัยเกษียณ อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน RMF ควรลงทุนกันตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันที่เรายังมีแรงทำเงินอยู่ เพื่อให้มีเงินเกษียณที่เพียงพอและมีชีวิตในวัยเกษียณที่เป็นสุข

4. ได้ภาษีคืนเหมือนได้กำไรจากการลงทุน

กำไรที่ได้จากการลงทุนใน RMF ที่เห็นได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องรอจนถึงอายุ 55 ปี คือ เงินคืนภาษีนั่นเอง ซึ่งผู้ลงทุนยังสามารถนำเงินส่วนนี้ไปหาผลตอบแทนเพิ่มเติมด้วยการออมและการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ได้อีก

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าปีนี้จะลดหย่อนภาษีด้วยวิธีไหน ก็อย่าลืมลองพิจารณากองทุน RMF เป็นทางเลือกกันด้วย โดยต้องศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการลงทุนเพิ่มเติม และทำแบบประเมินความเสี่ยงเพื่อเลือกกองทุนให้เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งนอกจากผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการวางแผนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตในวัยเกษียณอีกด้วย

แบบประเมินความเสี่ยงการลงทุน https://k-invest.kasikornbankgroup.com/CustomerRisk/default.aspx?lang=TH

โปรแกรมคำนวณภาษี https://www.kasikornasset.com/Pages/CalTax/CalTax.aspx

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต